พระธาตุดอยตุงนอกจากจะมีความสำคัญในทางพุทธศาสนาแล้ว บนยอดดอยตุง อันเป็นยอดเขาที่สูง ยังเป็นที่อยู่อาศัยของพวกชาวเขาเผ่าต่าง ๆ เช่น อีก้อหรืออาข่า มูเซอดำ มูเซอแดง เย้า และเผ่าลีซอ เป็นต้น แต่ในปัจจุบัน หลังจากที่ได้การพัฒนาความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอีกครั้งหนึ่ง รวมทั้งการจัดที่ทำกินให้กับพวกชาวเขาเหล่านั้นได้มีที่ทำกินอย่างเป็นหลักแหล่งไม่อพยพเร่ร่อนไปตัดไม้ทำลายป่าเพื่อปลูกพืชไร่อีกต่อไปโดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงมีความสนพระทัยที่จะพัฒนาดอยตุงให้เป็นพื้นที่อุดมสมบูรณ์ มีการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างเหมาะสมพร้อมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตของประชากรในบริเวณนั้นให้ดีขึ้นคณะกรรมการที่รับผิดชอบ จึงเห็นควรจัดพื้นที่ในโครงการดอยตุงให้เป็นพื้นที่ทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมชนนีไปด้วยจึงได้จัดสร้างตำหนักที่ประทับขึ้นบนดอยตุงดังที่ปรากฎในปัจจุบัน
บนยอดเขาสูงของดอยตุง มีทิวทัศน์สวยงามสามารถมองเห็นเทือกเขาอันสลับซับซ้อนและทิวทัศน์เบื้องล่างได้อย่ายชัดเจน ความสดชื่นของอากาศที่ได้สัมผัสระคนกับความงามอันน่าพิศวงของแมกไม้ที่กำลังเจริญเติบโตเขียวขจีไปทั่วแนวแล้วจะทำให้ได้รัความอิ่มเอิบใจไปอีกนานเท่านาน จากการสังเกตลักษณะสัณฐานที่ตั้งของดอยตุงแล้ว จะเห็นได้ว่าอยู่บริเวณส่วนท้องของดอยนางนอน
การเข้าเยือนพระตำหนักดอยตุงนั้น ข้อพึงปฎิบัติ นักท่องเที่ยวควรแต่งกายสุภาพ ไม่สวมกางเกงขาสั้นหรือเสื้อไม่มีแขน เป็นที่ประทับแปรพระราชฐานเพื่อทรงงานของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โปรดเกล้าฯ ให้กรมชลประทานปลูกสร้างขึ้นสำหรับประทับพักผ่อนและทรงงานปลูกป่าร่วมกับโครงการพัฒนาดอยตุง โดยครั้งหนึ่งเคยรับสั่งว่า
"ฉันจะไม่สร้างบ้านอยู่ที่นี่ ถ้าไม่มีโครงการพัฒนาดอยตุง"
ทั้งนี้พระตำหนักดอยตุง สร้างขึ้นด้วยพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ ซึ่งสมเด็จย่าและสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ ได้พระราชทานแนวพระราชดำริในการออกแบบสร้างตำหนัก โดยเน้นที่ความเรียบง่ายและประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ พระตำหนักดอยตุงเริ่มดำเนินการสร้างเมื่อสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีมีพระชนมายุได้ 88พรรษา โดยมีพิธีลงเสาเอก หรือที่ชาวภาคเหนือเรียกว่า "พิธีปกเสาเฮือน"เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2530
สิ่งน่าสนใจภายในพระตำหนัก ได้แก่
- พระตำหนัก เป็นการผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมล้านนา กับบ้านพื้นเมืองของสวิตเซอร์แลนต์และบ้านไม้ชงตัวอาคารมีสองชั้นและชั้นลอย ที่ประทับชั้นบนแยกออกเป็นสี่ส่วน โดยทุกส่วนจะเชื่อมถึงกันหมด เป็นอาคารหลังเดียวเสมอกับลานกว้างของยอดเนินเขา ส่วนชั้นล่างเกาะอยู่กับไหล่เนินเขาลักษณะเด่นของพระตำหนักอยู่ที่กาแลและเชิงชายแกะสลักลายเมฆไหลรอบพระตำหนัก และที่ผนังเชิงบันไดแกะเป็นตัวพยัญ ชนะไทยพร้อมภาพประกอบ
- เพดานดาว ภายในท้องพระโรงจะเห็นเพดานดาว ทำด้วยไม้สนแกะสลักเป็นดาวกลุ่มต่างๆ ล้อมรอบระบบสุริยะจักรวาล และมีความพิเศษคือเป็นกลุ่มดาวที่แกะสลักดามองศาของวันที่ 21 ต.ค. พ.ศ. 2443 อันเป็นวันพระราชสมภพของพระองค์
- ระเบียงไม้ดอก ต้านหลังพระตำหนักดอยตงเป็นระเบียงยาว โดยขอบระเบียงมีกระบะปลูกไม้ดอก เช่น เจอเรเนียม บีโกเนีย บานไม่รู้โรย และโป็ยเซียน ฝั่งเฉลียงอันเป็นที่ประทับของสมเด็จย่าเป็นดอกไม้สีแดง ทั้งนี้เพราะพระองค์โปรดสีแดงมากส่วนเฉลียงทางห้องของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนาฯ เป็นดอกไม้สีน้ำเงินเป็นหลัก จากเฉลียงด้านหลังนี้สามารถมองเห็นสวนแม่ฟ้าหลวง ซึ่งเต็มไปด้วยดอกไม้ต้นไม้นานาพรรณ
สวนแม่ฟ้าหลวง
อยู่ด้านหน้าพระตำหนักดอยตุง เป็นสวนไม้ดอกไม้ประดับเมืองหนาว สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2535 บนพื้นที่ประมาณ 12 ไร่ สวนแม่ฟ้าหลวงได้รับการออกแบบให้มีดอกไม้ผลิบานสวยงามตลอด 365 วัน โดยจัดแต่งดอกไม้หลากหลายพันธุ์นับหมื่นดอกหมุนเวียนให้สวยงามไม่ซ้ำกันตลอดทั้งสามฤดู ประกอบกับงานประติมากรรมเด็กยืนต่อตัวโดดเด่นอยู่กลางสวน ฝีมือประติมากรชื่อดังของไทยคือคุณมีเซียม ยิบอินซอย ซึ่งได้รับพระราชทานชื่อเป็นว่า "ความต่อเนื่อง" ตรงกับพระราชดำริของสมเด็จย่า
"ทำงานอะไรก็ตามจะสำเร็จได้ต้องมีความต่อเนื่อง"
สนับสนุนรูปภาพสวย ๆ ข้างบนโดย ช่างพงศกร ร้านพีเค สตูดิโอ 089-9993018
ปัจจุบันภายในสวนแม่ฟ้าหลวงได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 13 ไร่ โดยทำเป็นสวนหิน สวนน้ำ สวนไม้มงคล สวนปาล์ม สวนไม้ใบและสวนไม้ดอกเมืองหนาว รวมเนื้อที่ทั้งหมดเป็น 25 ไร่ภายนอกสวนได้จัดทำเป็นร้านขายของที่ระลึกของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง และยังมีพันธุ์ไม้ดอกเมืองหนาวจำหน่ายให้แก่นักท่องเที่ยวด้วย
ร้านอาหารและกาแฟสด
ร้านอาหารบนดอยตุงขึ้นชื่อมากเรื่องสลัดผักสด มีผักเมืองหนาวให้เลือกชมหลายชนิด เช่น มะเขือเทศ โดยเฉพาะในฤดูหนาว รวมทั้งเห็ดหอมสดผัดน้ำมันหอย เป็นอาหารที่ขึ้นชื่อไม่แพ้กันนอกจากนั้นนักท่องเที่ยวควรลองชิมกาแฟสดพันธุ์อาราบิก้าของดอยตุงที่มีชื่อเสียง เพราะเป็นกาแฟคุณภาพดีเยี่ยม ผ่านวิธีคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ตามมาตรฐาน การคั่วบดได้ที่ มีการทดสอบกลิ่นและรสก่อนทีจะนำมาขาย จึงมั่นใจได้ว่าได้ดื่มกาแฟที่มีรสชาติและกลิ่นดีที่สุด
สวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวง
ในอดีตบริเวณดอยช้างมูบเคยเป็นป่าอุดมสมบูรณ์มีภูมิทัศน์โดยรอบงดงามมาก แต่ถูกทำลายจากการทำไร่เลื่อนลอยและปลูกฝิ่นเช่นเดียวกับพื้นที่ส่วนใหญ่บนดอยตุง เมื่อครั้งที่สมเด็จพรัศรีนครินทราฯ เสด็จมาที่นี่เป็นเพียงภูเขาที่มีแต่หญ้าปกคลุม พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นความงดงามของพื้นที่นี้ จึงมีพระประสงค์ที่จะฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพป่าที่อุดมสมบูรณ์ดังเดิม ในปี พ.ศ.2535 มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงได้สนองพระราชดำริสร้างสวนรุกขชาติพื้นที่ 250 ไร่บนดอยช้างมูบโดยรวบรวมพันธุ์ไม้พื้นเมืองและพันธ์ไม้ป่าหายากจากแหล่งต่างๆ ไว้เป็นจำนวนมาก เช่น สวนกุหลาบพันปี กล้วยไม้ดิน พญาเสือโคร่ง และป่าสนและยังได้ทำเส้นทางเดินลัดเลาะไปตามไหล่เขาเพื่อชมต้นไม้ดอกไม้ จนไปถึงเนินสูงสุดที่มีระเบียงชมวิว มองเห็นทิวทัศน์ได้กว้างไกลไปจนถึงชายแดนพม่าและลาว ท่ามกลางความร่มรื่นของต้นไม้ใหญ่ และธารน้ำไหลที่มีชื่อว่า "ธารน้ำพระราชหฤทัยสมเด็จย่า"นั่นหมายถึงน้ำพระทัยของสมเด็จย่าที่หลั่งรินไม่เหือดแห้งสู่ราษฎรผู้ยากไร้เปรียบประหนึ่งน้ำจากยอดดอยที่ไหลสู่ที่ราบอย่างไร้พรมแดน บริเวณด้านหน้าของสวนรุกขชาติแม่ฟ้าหลวงเป็นที่ตั้งของพระสถูปช้างมูบ ปัจจุบันเหลือเพียงเจดีย์ขนาดเล็กตั้งอยู่บนก้อนหินใหญ่ ลักษณะเหมือนช้างหมอบอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่
ตลาดชาวไทยภูเขาป่ากล้วย
เป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าของชาวไทยภูเขาเผ่าอีก้อและมูเชอ สินค้าที่จำหน่ายเป็นพวกเครื่องประดับ เครื่องเงิน ย่าม เสื้อผ้าของที่ระลึก ฯลฯ
สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์ป่าดอยตุง
เป็นสวนสัตว์บนเนื้อที่กว่า 200 ไร่ จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานีเพาะเลี้ยงและอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่า โดยนำสัตว์ต่าง ๆ ทั้งที่เคยมีถิ่นอาศัยอยู่บนดอยตุงและสัตว์หายากมาเพาะเลี้ยงไว้ เช่น กวาง เก้ง เนื้อทราย หมี นกยูง ไก่ฟ้าพญาลอ นกเงือก ฯลฯ สามารถเดินดูชีวิตสัตว์ป่าเหล่านี้ได้โดยไม่เสียค่าเข้าชม
หมู่บ้านชาวไทยภูเขา
ในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุงมีหมู่บ้านชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่หลายเผ่า ปัจจุบันชาวบ้านเหล่านี้ตั้งรกรากเป็นหลักแหล่ง แต่ละหมู่บ้านมีเอกลักษณ์และการดำรงชีวิตที่แตกต่างกันไป บางส่วนเข้ามาทำงานและฝึกอาชีพกับโครงการพัฒนาดอยตุง ทำให้มีรายไต้และคุณภาพชีวิตดีขึ้น แต่ยังรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีของเผ่าไว้ได้อย่างเหนียวแน่น
หมู่บ้านชาวไทใหญ่บ้านห้วยน้ำขุ่น
อยู่บริเวณ กม. ที่ 2 ที่นี่ถือได้ว่าเป็นประตูไปสู่สถานที่ท่องเที่ยวในโครงการพัฒนาดอยตุง เป็นหมู่บ้านของชนกลุ่มน้อยที่อพยพมาจากพม่ามาอยู่ที่บ้านห้วยน้ำขุ่นเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่ผ่านมา
หมู่บ้านชาวจีนฮ่อบ้านห้วยไร่สามัคคี
อยู่บริเวณ กม. ที่ 3.5 เป็นหมู่บ้านชาวจีนฮ่อที่อพยพเข้ามาในประเทศไทย และส่วนหนึ่งอพยพมาอยู่ที่บ้านห้วยไร่สามัคคี
หมู่บ้านอีก้อป่ากล้วย
อยู่บริเวณ กม. ที่ 12 เป็นชาวไทยภูเขาที่อยู่ในพื้นที่นี้มานานแล้ว ในอดีตประกอบอาชีพปลูกฝิ่นและทำไร่เลื่อนลอย ก่อนที่โครงการพัฒนาดอยตุงจะเข้ามาพัฒนาพื้นที่
ศูนย์ผลิตและจำหน่ายงานมือ
ที่นี่จัดตั้งขึ้นเพื่อให้แม่บ้านและสตรีชาวไทยภูเขาบนดอยตุงได้มีอาชีพเสริม โดยจัดแบ่งพื้นที่ภายในศูนย์เป็นแผนกต่างๆ เพื่อจัดจำหน่ายและผลิตสินค้า ได้แก่
- ผ้าและพรมทอกี่ - พรมทอมือ - กระดาษสา - โรงงานกาแฟ
ร่วมแสดงความคิดเห็นได้ที่นี่