อุณหภูมิแม่สายขณะนี้
การแต่งกายของคนล้านนา
ธรรมเนียมเกี่ยวกับการแต่งกาย
การแต่งกายของชาวล้านนา แม้จะเป็นชนกลุ่มใดก็ตาม ก็จะมีลักษณะร่วมกันอยู่ โดยเฉพาะ จะประกอบด้วยเครื่องนุ่งและเครื่องห่ม ซึ่งแม้ว่าเวลาจะผ่านเลย นับตั้งแต่สมัยของพระญามังรายมาจนถึงสมัยเชื้อสายของพระเจ้ากาวิละแล้วก็ตาม ก็ย่อมจะมีลักษณะไม่ต่างกัน ในแง่ของผ้าที่ทอขึ้นในท้องถิ่นและการใช้งานที่ไม่ต่างกัน จึงน่าจะมีความคล้ายคลึงกันอยู่ในแง่ของรูปแบบและประเพณีนิยม การแต่งกายของชายหญิงชาวล้านนามีลักษณะดังต่อไปนี้
เครื่องนุ่งห่มชาย
เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่ม ชายชาวล้านนาโดยเฉพาะเชียงใหม่นิยมการสักขาลาย ซึ่งสับขายาว จะเป็นการสักตั้งแต่เอวลงมาเสมอเข่าหรือต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย ส่วนสับขาก้อม จะเป็นการสักในช่วงเอวถึงกลางขาการสับหมึกคือการสักยันต์ด้วยหมึกดำ กล่าวกันว่าหญิงสาวจะเมินชายหนุ่ม ที่ปล่อยสะโพกขาว เพราะถือว่าเป็นคนขี้ขลาด ผ้านุ่งของชายเป็นผ้าพื้นซึ่งเป็นผ้าฝ้ายทอมือ เรียกว่า ผ้าตาโก้ง คือผ้าลายดำสลับขาวซึ่งมีวิธีนุ่งสามแบบคือ การนุ่งแบบปกติจะจับรวบตรงเอวแล้วเหน็บตรงกึ่งกลาง มีบางส่วนเหลือปล่อยห้อยลงมาจากเอว อีกวิธีหนึ่งจับรวบเหน็บตรงเอว ส่วนชายอีกด้านหนึ่งดึงไปเหน็บไว้ด้านหลังคล้ายกับนุ่งโจงกระเบน เรียกว่า นุ่งผ้าต้อย ส่วนแบบที่สาม เป็นการนุ่งผ้าที่มุ่งความกระชับรัดกุมจนมองเห็นสะโพกทั้งสองข้างเผยให้เห็นรอยสักได้ชัดเจนเรียกว่า เฅว็ดม่าม หรือเฅ็ดม่าม ในเมื่อต้องการความกระฉับกระเฉง สะดวกในการต่อสู้ ทำงาน ขุดดิน ทำไร่ ทำนา ขี่ควาย ในการนุ่งผ้าทั้ง ๓ แบบนี้ ส่วนบนจะเปลือยอก
ส่วนเตี่ยว หรือกางเกงที่ใช้นุ่งนั้นมีรูปแบบคล้ายกับกางเกงจีนคือตัวโต เป้าหลวม เมื่อตัดเย็บจะเห็นว่ามีแนวตะเข็บถึงห้าแนว จึงเรียกว่าเตี่ยวห้าดูก เตี่ยวนี้จะมีทั้งขาสั้น ( ครึ่งหน้าแข้ง) ที่เรียกเตี่ยวสะดอ และชนิดขายาวถึงข้อเท้าเรียกว่า เตี่ยวยาว ( มักเข้าใจกันว่าเรียกเตี่ยวสะดอทั้งขาสั้นและขายาว) เตี่ยวนี้ตัดเย็บจากผ้าฝ้ายทอมือ แต่เจ้านายและผู้มีอันจะกินนั้น แม้เสื้อผ้าจะมีรูปแบบเช่นเดียวกับชาวบ้านทั่วไปก็ตาม แต่ก็มักเลือกสรรวัสดุที่ประณีต มีค่า ทั้งยังมีโอกาสใช้เส้นใยที่ทอจากต่างประเทศอีกด้วย ส่วนกางเกงแบบสมัยใหม่เรียว่า เตี่ยวหลัง
ชายชาวเชียงใหม่จะไม่สวมเสื้อ แม้ในยามหนาวก็จะใช้ผ้าทุ้ม ( อ่าน ผ้าตุ๊ม) ปกคลุมร่างกาย ผ้าทุ้มนี้เป็นที่นิยมใช้ทั้งชายและหญิง สีของผ้าจะย้อมด้วยสีจากพืช เช่น คราม มะเกลือ หรือแก่นขนุน เป็นต้น
สำหรับการสวมเสื้อนั้นมานิยมกันในตอนหลัง ซึ่งพบหลักฐานชัดเจนในสมัยรัชกาลที่ ๕ มีลักษณะเป็นเสื้อคอกลมซึ่งมีอยู่ ๒ แบบ แบบแรกเป็นเสื้อคอกลมแขนสั้นหรือแขนยาวผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้งสองข้าง สีของเสื้อเป็นสีขาวตุ่นของใยฝ้าย มีบ้างที่ย้อมครามที่เรียกว่า หม้อห้อม แบบที่สอง เป็นเสื้อคอกลมผ่าครึ่งอก ติดกระดุมหอยสองเม็ด มีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้
ประมาณรัชกาลที่ ๖ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ชายชาวเชียงใหม่เริ่มนิยมนุ่งกางเกงแพรจีนสีต่าง ๆ หรือแพรปังลิ้น และนิยมสวมเสื้อมิสสะกีที่เป็นเสื้อตัดเย็บจากผ้ามัสลินหรือผ้าป่านซึ่งมีลักษณะเป็นเสื้อคอกลม
ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมหอยคือกระดุมหอยสองเม็ด ผ่าเฉลียงระหว่างตัวเสื้อกับแขนเพื่อให้ใส่ได้สบาย มีกระเป๋าติดตรงกลางด้านล่าง นอกจากนี้ยังมีเสื้อคอกลมหรือคอแหลมผ่าหน้าตลอดติดกระดุมหอย ใช้วิธีการตัดเย็บเช่นเดียวกับเสื้อมิสสะกี แต่ที่พิเศษออกไปคือมีกระเป๋าทั้งสองข้าง ที่เห็นแปลกออกไปบ้างคือเจ้านายบางท่านอาจนุ่งเตี่ยวโย้ง ( กางเกงเป้ายานมาก) สวมกับเสื้อ มิสสะกี หรือเสื้อผ้าไหมสีดำตัดคล้ายเสื้อกุยเฮง
ในบรรดาเจ้านายแล้ว เสื้อผ้าที่ใช้ในโอกาสพิเศษหรือเป็นพิธีการจะนุ่งผ้าไหมโจงกระเบน เสื้อแขนยาวคล้าย เสื้อพระราชทาน มีผ้าไหมคาดเอว ต่อมาได้มีการนิยมนุ่งผ้าม่วง สวมเสื้อราชปะแตน สวมถุงเท้ายาวสีขาว พร้อมด้วยรองเท้าคัทชูสีดำเช่นเดียวกับทางกรุงเทพฯ
เครื่องนุ่งห่มหญิง
ผู้หญิงโดยเฉพาะเชียงใหม่นิยมเกล้ามวยสูงกลางศีรษะแล้วปักปิ่นหรือเสียบดอกไม้ประดับ การเปลือยอกของหญิงเป็นเรื่องธรรมดาในอดีต อาจจะมีเพียงผ้าสีอ่อนซึ่งมีวิธีใช้หลายอย่าง เช่น การพันผ้าไว้ใต้ทรวงอกหรือปิดอก ใช้คล้องคอ ปล่อยชายผ้าไว้ด้านหน้าหรือคล้องทิ้งชายไปด้านหลัง ใช้ห่มเฉียงแบบสไบเรียกว่าสะหว้ายแหล้งหรือเบี่ยงบ้าย นุ่งผ้าซิ่นลายขวางยาวกรอมเท้าเรียกว่าซิ่นต่อตีนต่อแอว องค์ประกอบของซิ่นมี ๓ ส่วนคือ หัวซิ่น ตัวซิ่น ตีนซิ่น
ผ้าซิ่นแบบที่ใช้งานปกติเป็นตัวซิ่นที่ทอลายขวางเย็บตะเข็บเดี่ยว สีของผ้าซิ่นจะย้อมด้วยสีจากพืชเป็นสีต่าง ๆ เช่น แดง ม่วง เป็นต้น และมีผ้า ตีนสิ้น คือเชิงผ้าซิ่นสีอื่นเช่นสีดำกว้างประมาณหนึ่งคืบมาต่อเข้ากับส่วนชาย ส่วนผ้าที่นำมาต่อกับส่วนเอวแม้จะกว้างประมาณหนึ่งคืบแต่ก็มักใช้สีขาว ต่อมาเมื่อมีการพัฒนากี่กระตุกให้สามารถทอผ้าหน้ากว้างขึ้นในสมัยเจ้าแก้วนวรัฐ คนจึงหันไปนิยมนุ่ง สิ้นตีนลวด คือผ้าซิ่นที่ทอได้ตั้งแต่เชิงถึงเอวรวดเดียวโดยไม่มีการเย็บต่อเช่นที่ผ่านมา และระยะนี้ยังเริ่มนิยมนุ่งซิ่นมีเชิงเป็น ลวดลายสลับสีซึ่งเป็นรูปแบบที่นิยมมาถึงปัจจุบันอีกด้วย ทั้งนี้ ในระดับผู้มีอันจะกินนั้น มักจะแต่งกายเลียนแบบเจ้านายทั้งในแง่รูปแบบเสื้อผ้าและทรงผม ซึ่งเมื่อสามัญชนเห็นว่าสวยงามก็มักจะรับแบบอย่างไปแต่งบ้าง
แต่เดิมนั้น หญิงสามัญชนชาวเชียงใหม่และตามชนบทอื่น ๆ ไม่สวมเสื้อ แต่จะใช้ผ้าผืนยาวคล้าย ผ้าแถบ พันรอบอก หรือคล้องคอปล่อยชายปิดส่วนอก หรือพาดไหล่ปล่อยชายทั้งสองข้างไปด้านหลัง แต่ผ้าด้านหน้าจะปิดคลุมทรวงอกหรือไม่ก็ได้ หรือจะห่มเฉียงที่เรียกว่าสะหว้ายแหล้งก็ได้ แล้วแต่ความสะดวกของผู้แต่ง ถ้าหากอาศหนาวก็จะใช้ ผ้าทุ้ม ( ผ้าคลุมไหล่) สำหรับเสื้อ เข้าใจว่าการสวมเสื้อคงจะเป็นความนิยมในระยะหลัง ( ราวปลายรัชกาลที่ ๕) เสื้อจะเป็นเสื้อที่ตัดเย็บจากผ้าทอด้วยมือ สีขาวตุ่น ซึ่งเป็นสีของฝ้ายพันธุ์พื้นเมือง รูปแบบของเสื้อมีหลายแบบคือ เสื้อคอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดบ่าต่อมแต็บ ( กระดุมแป๊บ) มีกระเป๋าทั้งสองข้าง เสื้อคอกลมตัวหลวม แขนกระบอก ต่อแขนต่ำ ผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมแต็บ
เสื้อชั้นใน ถ้าเป็นผู้ใหญ่จะเป็นเสื้อคอกลมต่ำ เว้าแขน เย็บห้าตะเข็บ ( ด้านหลังแยกเป็นสามเกล็ด) เป็นเสื้อพอดีตัว
เสื้อชั้นในไม่มีแขนเรียกว่าเสื้ออกหรือเสื้อบ่าห้อย มีวิธีเย็บเหมือนกับเสื้อห้าตะเข็บ บางครั้งเมื่อแต่งตัวไปวัด ผู้สูงอายุจะสวมเสื้ออกแล้วใช้ผ้าทุ้มห่มเฉียงบ่าอีกทีหนึ่ง
เสื้อสำหรับเด็กหญิงสาว เสื้อชั้นในจะเป็นเสื้อ บ่าห้อย ซึ่งตัดเย็บต่างจากเสื้อห้าตะเข็บ คือตัวหลวม จีบห่าง ๆ ทั้งด้านหน้าด้านหลังแล้วใช้ผ้ากุ๊นหรือต่อขอบตัวเสื้อด้านบน ส่วนแขนใช้ผ้าผืนตรง กว้างประมาณหนึ่งนิ้วครึ่ง หรืออาจจะใช้เส้นด้ายขึงให้มีขนาดเท่ากับแผ่นผ้า แล้วเย็บติดกับตัวเสื้อก็ได้
หมวก
ในแง่ของส่วนศีรษะนั้น เมื่อไปทำงานนอกบ้านแล้วชาวล้านนาจะทือกุบ ( อ่าน ตือกุบ) หรือ สุบกุบ คือสวมหมวกตามลักษณะงาน เช่นในการไปศึกก็จะทือกุบเสิก็คือใส่หมวกปีกกว้างสำหรับออกศึก เมื่อไปทำงานกลางแดดก็จะทือกุบละแอคือสวมหมวกอย่างงอบปีกกว้าง หากหนาวนัก ทั้งเด็ก คนแก่และพระสงฆ์จะใส่ว่อมคือหมวกผ้าที่ไม่มีปีก ส่วนผ้าโพกศีรษะผมที่เรียกว่าผ้าพอกหัวนั้น พบว่าผู้หญิงมักจะใช้เพื่อการกันแดดกันลม แต่ทั้งนี้ บางเผ่าอาจมีตกแต่งผ้าโพกศีรษะให้มีลวดลายตกแต่งอย่างงดงามอันเป็นลักษณะเฉพาะกลุ่มก็มี และบางท่านอาจมีการแซมดอกไม้ไหวบนผ้าโพกอีกด้วย
เข็มขัด
สำหรับเข็มขัดของชาวล้านนานั้น แม้จะไม่ปรากฏรูปแบบที่ชัดเจนว่า บุรุษจะมีเข็มขัดในลักษณะไหน แต่อาจใช้ผ้าต่องหรือผ้าขาวม้าเป็นเครื่องรัดแทนเข็มขัด ถ้าใช้แต่งในพิธีการ ก็อาจใช้ผ้าที่มีลักษณะพิเศษออกไปซึ่งเป็นประโยชน์ทั้งในการประดับและการใช้งานไปด้วย
ในคัมภีร์แล้วปรากฏมีคำว่าสายอิ้งหรือสายเอ้งที่แปลโดยความว่าหมายถึงสายรัดเอวหรือเข็มขัดสตรี ซึ่งก็มิได้บอกลักษณะให้รู้ได้ชัดเจน ต่อมาในยุคหลังเมื่อนิยมใช้เครื่องเงินมากขึ้นจึงพบว่าสตรีนิยมใช้ต้ายหรือต้ายแอว คือเข็มขัดเงินกว้างประมาณสองนิ้วที่มีช่วงสี่เหลี่ยมเกาะเกี่ยวต่อกันเป็นเปลาะ ๆ ต่อมาจึงเรียกเข็มขัดโดยเรียกทั่วไปว่าสายรั้งหรือสายฮั้ง อีกด้วย
รองเท้า
เครื่องสวมที่เท้าของชาวล้านนาอาจแยกได้สามลักษณะใหญ่ ๆ ได้สามประเภท คือ รองเท้าที่ใช้ในการเดินป่าหรือเดินทาง รองเท้าที่สวมใส่ในบ้านและรองเท้าที่เป็นเครื่องประกอบยศ
รองเท้าที่ใช้ในการเดินทางหรือเดินป่า นั้นเรียกว่ากว้านหรือกว้านตีน มีพื้นทำด้วยหนังควาย มีสายสำหรับคีบระหว่างหัวแม่เท้าและนิ้วชี้ กว้านนี้โดยมากไม่มีส่วนหุ้มส้น
รองเท้าเพื่อใช้อย่างลำลอง เรียกเขียงตีน ทำด้วยไม้มีลักษณะพอดีกับฝ่าเท้า มีปุ่มระหว่างหัวแม่เท้ากับนิ้วชี้ ผู้สวมจะวางเท้าลงบนเขียงตีนแล้วใช้นิ้วทั้งสองคีบปุ่มนั้นแล้วพาเดิน ทั้งนี้ ต่อมาอาจใช้สายหนังโยงจากข้างเท้าทั้งสองไปรวมเป็นสายคีบอยู่ระหว่างนิ้วเท้าทั้งสอง หรืออาจมีสายสำหรับสอดปลายเท้าไปรับน้ำหนักก็ได้ ทั้งนี้ รองเท้าลำลองในลักษณะหลังนี้ มักเรียกตามเสียงที่ดังกระทบพื้นว่า ค็อบแค็บ ( อ่าน ก๊อบแก๊บ)
รองเท้าประดับยศ ปรากฏระบุในคัมภีร์ในกลุ่มที่ว่าด้วยเครื่องท้าวห้าประการคือเครื่องราชูปโภคว่าประกอบด้วย กระโจมหัว ( มงกุฎ) ดาบสรีกัญชัย ไม้เท้า วีชนีและเกิบตีนทิพย์ ซึ่งประการท้ายนี้คือเกิบตีนหรือรองเท้าวิเศษซึ่งกล่าวว่าพระญาวิโรหาในเรื่องพรมจักกชาดกและเจ้าจันทฆาตในเรื่อง จันทฆาตชาดกต่างก็เหาะได้เพราะอำนาจของรองเท้าทิพย์ดังกล่าว แต่ทั้งนี้ไม่มีการระบุว่าของวิเศษชนิดนี้มีลักษณะเป็นประการใด
เครื่องประดับ
สำหรับหญิงที่มีฐานะดี นิยมสวมสร้อยคอลูกทับ หรือลายดอกหมาก ทำด้วย เงิน ทอง หรือนาก จำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับฐานะ สวมตุ้มหูที่เรียกว่าลานหูหรือท่อท้างลานหู ( อ่าน ต้อต๊างลานหู) ซึ่งหญิงชาวบ้านโดยทั่วไปจะใช้ใบลานม้วนกลมสอดในรูหูที่เจาะไว้ นอกจากนี้ก็อาจใช้แผ่นโลหะเช่น เงิน ทอง นาก ทองเหลือง มาทำเป็นแผ่นแล้วม้วนในลักษณะเดียวกับใบลานและอาจจะประดับอัญมณี โดยวิธีฝังเข้ากับโลหะ คล้ายการทำหัวแหวน แล้วปิดครอบม้วนโลหะหรือก้านโลหะ ที่ปลายก้านมีเกลียวสำหรับหมุดยึดเครื่องประดับหูแบบนี้เรียกว่า ละคัด ( อ่าน ละกั๊ด) ส่วนหน้าต้างเป็นเครื่องประดับหูที่มีลักษณะเป็นลายอย่างดอกประจำยามมีก้านสำหรับสอดเข้าในรูที่เจาะไว้ นอกจากนี้หญิงชาวล้านนายังนิยมสวมกำไลแขนทำด้วยเงิน ทอง เป็นรูปเกลียวหรือรูปแบบอื่น ๆ จะสวมแขนมากน้อยแค่ไหนไม่จำกัดขึ้นอยู่กับฐานะ และยังนิยมสวมกำไลข้อเท้าเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่นงานขึ้นปีใหม่ งานปอย เป็นต้น
ทรงผม
ผู้หญิงชาวเชียงใหม่ จะรวบผมเกล้ามวยไว้เหนือท้ายทอย หรือต่ำบริเวณท้ายทอยพอดี โดยดึงผมด้านหน้าตึงเรียบ สำหรับมวยผมจะเสียบหย่องโลหะ ( เข็มเสียบผม) ทำด้วยเส้นโลหะบิดเป็นเกลียวเล็ก ๆ ตัดโค้งคล้ายตัวยู (U) หย่องนี้อาจจะทำด้วย เงิน ทอง นาก หรือโลหะอื่น ๆ ก็แล้วแต่ฐานะของผู้ใช้
นอกจากนี้พบว่า ผู้หญิงบางคนยังนิยมเกล้าผมมวยแบบชักหงีบ คือดึงด้านหน้าตรงกลางตึงเรียบ แล้วใช้นิ้วสอดสองข้างดึงตรงขมับ ให้ผมโป่งออกมาเล็กน้อยทั้งสองข้าง
ในเวลาต่อมา ทรงผมแบบใหม่คือ แบบอี่ปุ่นคือแบบญี่ปุ่น หรือแบบพระราชชายาฯก็ได้รับความนิยมกันแพร่หลาย โดยเฉพาะเมื่อมีการแต่งกายในโอกาสพิเศษ ทรงผมนี้จะเกล้ามวยสูงเหนือท้ายทอย
ผมตรงท้ายทอยอาจดึงให้ตึงหรือโป่งแล้วแต่ความพอใจของผู้แต่ง ส่วนด้านหน้าจะใช้หมอนหนุนผมด้านหน้าให้มองดูสูงตั้ง ปักปิ่นตรงมวยด้านใดด้านหนึ่ง แล้วเหน็บหวีเขาควาย ถ้าเป็นโอกาสพิเศษหญิงที่มีฐานะดีหรือเจ้านายจะติดช่อดอกไม้เงินหรือทอง ถ้าเป็นหญิงชาวบ้านก็อาจจะติดดอกไม้ เช่น ช่อดอกเอื้อง ( กล้วยไม้) หรือร้อยดอกหอมนวล ( ลำดวน) มะลิ สลิด ( ขจร) อย่างใดอย่างหนึ่งวนรอบมวยเพิ่มเข้าไปอีก ผมทรงดังกล่าวนี้ พระราชายาเจ้าดารารัศมีทรงเป็นผู้นำเข้ามาแพร่หลายในหัวเมืองฝ่ายเหนือ เมื่อคราวเสด็จกลับเชียงใหม่ในปี พ. ศ. ๒๔๕๗
การแต่งกายยุคฟื้นฟูวัฒนธรรม
ปัจจุบันชาวเชียงใหม่ได้มีการฟื้นฟูวัฒนธรรมการแต่งกายพื้นเมืองขึ้น ซึ่งมีหลายรูปแบบตามเผ่าพันธุ์ของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านนาในอดีต เป็นการประยุกต์รูปแบบของเสื้อผ้าในยุคดั้งเดิมมาแต่งโดยพยายามรักษาความเป็นเอกลักษณ์ของชาวพื้นเมืองเชียงใหม่ไว้ ดังนั้น จึงได้มีการพิจารณาให้ความเห็นชอบในรูปแบบการแต่งกายพื้นเมือง โดยคณะอนุกรรมการวัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปีพุทธศักราช๒๕๓๔ มีรายละเอียดดังนี้
๑ . เครื่องแต่งกายหญิง
แบบที่ ๑ เสื้อคอกลม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าอกตลอด ผูกเชือกหรือติดบ่าต่อมแต็บ มีกระเป๋าสองข้าง ส่วนผ้านุ่งจะเป็นซิ่นลายขวางต่อตีน ต่อเอวสีดำ เฉพาะช่วงเอวจะต่อด้วยผ้าฝ้ายขาวอีกประมาณฝ่ามือ ปัจจุบันจะเป็นซิ่นตีนรวด คือจะทอทั้งเชิงเอวครั้งเดียวกัน ไม่มีการเย็บต่อเหมือนที่ผ่านมา และเชิงจะมีลวดลายสลับสีอีกด้วย
แบบที่ ๒ เสื้อหญิงแบบคอกลม ตัวหลวม แขนกระบอกต่อแขนต่ำ ผ่าครึ่งอกติดกระดุมแป๊บ
แบบที่ ๓ เสื้อหญิงแบบคอกลม ตัวหลวม เข้ารูปเล็กน้อยจับเกล็ดเอวด้านหน้าและหลังข้างละเกล็ดผ่าอกตลอด ติดกระดุมอัด แขนเสื้อเป็นแขนกระบอกสั้นหรือยาว แต่การต่อแขนจะต่อโดยการตัดเว้าตรงปุ่มไหล่แบบเสื้อปัจจุบัน
แบบที่ ๔ เสื้อคอกลมมีระบายตรงสาบเสื้อ ปลายแขนและชายนิยมใช้ผ้าป่านขาวหรือแพรสี ส่วนเสื้อชั้นในจะเป็นเสื้อคอกระเช้า
๒ . เครื่องแต่งกายชายกำหนดไว้ ๒ แบบคือ
แบบที่ ๑ เสื้อคอกลม แขนสั้นหรือแขนยาว ผ่าหน้าตลอด ผูกเชือก มีกระเป๋าปะทั้ง ๒ ข้าง สีของผ้าเป็นสีขาวตุ่นของใยฝ้าย หรือแบบย้อมครามที่เรียกว่า หม้อห้อม
แบบที่ ๒ เสื้อคอกลมผ่าครึ่งอก ติดบ่าต่อมหอยสองเม็ด มีกระเป๋าหรือไม่มีก็ได้
ส่วนกางเกงชาย จะมีรูปแบบคล้ายกางเกงจีน มีทั้งเตี่ยวสะดอขาสั้น ( ครึ่งหน้าแข้ง) และ เตี่ยวยาวขายาวถึงข้อเท้า เรียกว่า เตี่ยวยาว ทั้งสองแบบนี้ ตัดเย็บด้วยผ้าฝ้ายทอมือ
เพลงเพราะๆ จากฮักแม่สาย.คอม
ททท ภาคเหนือเขต 2 | เทศบาลนครเชียงราย | จังหวัดเชียงราย | อี-เชียงราย | สวท.เชียงราย | พระตำหนักดอยตุง | เชียงรายทูเดย์ | ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน | ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย | เซ็น อุทยานสวนชา | ท่องเที่ยวชนเผ่า | มูลนิธิกระจกเงา | วัดร่องขุ่น | วนา ฟาร์มนกกระจอกเทศ | อุทยานแห่งชาติ | เชียงรายโฟกัส | เจียงฮายสะปายกล้อง |สถานีขนส่งแห่งที่ 2
สงวนสิทธิ์ทุกข้อความ / รูปภาพ หากต้องการข้อมูลภายในเว็บไซต์กรุณาติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ EMAIL