อุณหภูมิแม่สายขณะนี้
นาฏศิลป์ของคนล้านนา
ความหมายของนาฏศิลป์พื้นบ้าน
นาฏศิลป์พื้นบ้าน หมายถึง ศิลปะการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ให้มีลีลาอันงดงาม ได้แก่ ระบำ รำ ฟ้อนต่าง ๆ ซึ่งเป็นที่นิยมเล่นหรือแสดงกันในท้องถิ่น
ในภาษาไทย เรามีคำว่า "ระบำ" "รำฟ้อน" ที่ใช้ในความหมายของการแสดงลีลานาฏศิลป์ไทย แต่ในท้องถิ่นภาคเหนือ จะใช้คำว่า "ฟ้อน" เป็นศัพท์เฉพาะท้องถิ่น
ศิลปะของการฟ้อนในท้องถิ่น จะมีดนตรีพื้นบ้านประกอบ ซึ่งอาจจะให้ท่วงทำนองเป็นเพลงบรรเลงล้วน ๆ หรือเป็นบทเพลงที่มีการขับร้องประกอบร่วมด้วยก็ได้ นอกจากนั้นการฟ้อนในท้องถิ่น อาจเป็นองค์ประกอบหนึ่งของการเล่นพื้นบ้าน คือปรากฏอยู่ในการแสดงมหาสพต่าง ๆ ตัวอย่างเช่น การฟ้อนที่เป็นส่วนประกอบของการแสดงซอของภาคเหนือ หมอลำของภาคอีสาน เป็นต้น
ลักษณะของนาฏศิลป์พื้นบ้าน 1.นาฏศิลป์พื้นบ้านมักจะถ่ายทอดกันมาโดยการสังเกต จดจำ เลียนแบบ การบอกเล่ากล่าวสอนโดยที่มิได้มีการจดบันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษรหรือตำราต่าง ๆ
2.นาฏศิลป์พื้นบ้าน มักมีความเรียบง่าย และมีอิสระในการแสดงออก ผู้ฟ้อนรำสามารถที่จะสร้างสรรค์พลิกแพลงท่วงท่าลีลาการเคลื่อนไหวออกไปได้หลายทาง มิได้มีท่าแม่บทเป็นหลักแบบนาฏศิลป์ที่เป็นแบบแผนอย่างของราชสำนักหรือของกรมศิลปากร แต่มีลีลาที่งดงาม สอดคล้องกับท่วงทำนองเพลงพื้นบ้าน และแสดงออกถึงเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ๆ ที่ทำให้สามารถบอกได้ว่าเป็นนาฏศิลป์หรือการฟ้อนรำของท้องถิ่นใด
3.รูปแบบท่าทางของนาฏศิลป์พื้นบ้านในยุคหลังต่อมา ได้ถูกกำหนดแบบแผนโดยผู้รู้ หรือได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมของส่วนกลาง ( เมืองหลวง ) ทำให้แปรเปลี่ยนจากความเรียบง่ายหรือลักษณะเสรีไปสู่ท่วงท่าที่เป็นแบบแผนมากขึ้น ดังเห็นได้จากในปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น การที่ครูนาฏศิลป์ในสถาบันการศึกษาต่าง ๆ นำลักษณะการฟ้อนของชาวบ้านไปประยุกต์ใหม่ ให้มีลีลางดงาม เป็นขั้นตอนขึ้น และกลายเป็นแบบแผนที่ชาวบ้านนำแบบอย่างมาปรับปรุงลีลาการฟ้อนของตน ให้เป็นตามแบบแผนตามไปด้วย เป็นต้น
4.กำเนิดของนาฏศิลป์พื้นบ้านแต่ดั้งเดิมมักจะเกี่ยวเนื่องกับกิจกรรมอื่น เช่นปรากฏในพิธีกรรมทางศาสนา ความเชื่อ ประเพณีบางอย่าง มิได้มีจุดประสงค์มุ่งความบันเทิงเป็นสำคัญมาแต่แรก เช่น การฟ้อนผีมด มาจากพิธีกรรมบูชาผีปู่ย่า หรือผีบรรพบุรุษ เป็นต้น การศึกษานาฏศิลป์พื้นบ้าน จึงต้องรู้ถึงประวัติความเป็นมา หรือจุดมุ่งหมายแต่เดิม ตลอดจนพัฒนาการที่แปรเปลี่ยนมาสู่รูปแบบในยุคปัจจุบันด้วย ฟ้อนเเมือง ฟ้อนเมือง เป็นการแสดงของพื้นเมืองเหนือที่แสดงเอกลักษณ์ของเมืองเหนือ โดยเฉพาะที่มีชื่อเรียกกันหลายอย่างตามโอกาสแห่งการฟ้อน แต่ที่จริงแล้วมีท่าฟ้อนแบบเดียวกัน ส่วนการแต่งกายผิดกันเล็กน้อยตามโอกาส ดังนี้
ฟ้อนเมืองหรือฟ้อนเล็บ
หมายถึงการฟ้อนของพื้นเมืองเหนือ ฟ้อนได้ทั้งชายและหญิง ถ้าเป็นหญิงฟ้อนจะสวมเล็บมือทำด้วยทองเหลือง(เดิมทำด้วยทองคำ)ขณะฟ้อน ถ้าผู้ชายฟ้อนไม่สวมเล็บ ฟ้อนเล็บจะฟ้อนในเวลากลางวัน ฟ้อนครัวทาน คือการฟ้อนเล็บ แต่นำมาฟ้อนในขบวนแห่ 'ครัวทาน' การแต่งกายใช้แบบเดียวกัน ฟ้อนเทียน (ฟ้อนเตียน) ใช้ฟ้อนเวลากลางคืน ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน แต่งกายแบบพื้นเมืองเหนือ สวมเสื้อคอกลมหรือคอจีนแขนยาวทรงกระบอกผ่าอกตลอด ติดกระดุม 5 เม็ดสีพื้น นุ่งซิ่นลายเซิง ยาวกรอมเท้า ผมเกล้าต่ำแบบเมืองเหนือ หรือเกล้าแบบญี่ปุ่น ประดับมวยด้วยดอกเอื้อง ห่มผ้าสไบเฉียงจากบ่าซ้าย จำนวนผู้ฟ้อนไม่แน่นอนแล้วแต่ความสวยงาม
ฟ้อนเล็บ หรือที่เรียกว่า "ฟ้อนครัวทาน" เป็นการแสดงที่เก่าแก่และสวยงามมาก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนในท้องถิ่นเอง และคนต่างถิ่นที่มาเยือน การฟ้อนมีลีลาที่อ่อนช้อยงดงาม ใช้แสดงนำหน้าขบวนแห่ครัวทานที่จะนำไปถวายวัด ในงานบุญ งานปอยต่าง ๆ ผู้แสดงใช้สภาพสตรีทั้งหมด การแต่งกายตามแบบฉบับโบราณ ใช้เสื้อแขนกระบอก นุ่งซิ่น ห่มสไบ บนศีรษะทัดดอกไม้ เช่น ดอกเอื้องผึ้ง นิยมเกล้าผมมวย ซึ่งในสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี พระชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนำการเกล้าผมแบบญี่ปุ่นเข้ามาเผยแพร่ ซึ่งเป็นที่นิยมจนถึงปัจจุบัน ชื่อของฟ้อนเล็บเรียกตามอุปกรณ์ที่ใช้ในการแสดง คือการสวมเล็บที่ทำจากทองเหลือง ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนเล็บนั้นใช้ วงกลองตึ่งโนง
ฟ้อนเทียน เป็นการฟ้อนที่ดัดแปลงมาจากการฟ้อนเล็บ ทั้งท่าฟ้อน เครื่องแต่งกาย และดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อน เพียงแต่เปลี่ยนจากการสวมเล็บมาถือเทียนแทน การแสดงจะแสดงในเวลากลางคืน เพื่อให้เห็นความสวยงามของแสงไฟ รวมถึงความงดงามของการฟ้อน
ฟ้อนสาวไหม ฟ้อนสาวไหมเป็นการฟ้อนที่ได้รับการปรับปรุงขึ้นมาจากฟ้อนเจิง (เชิง) สาวไหม โดยพ่ออุ๊ยกุย สุกาวสิทธิ์ ซึ่งได้ถ่ายทอดให้ลูกสาว คือแม่ครูบัวเรียว (สุภาวสิทธิ์) รัตนมณีภรณ์ ชาวจังหวัดเชียงราย ลีลาท่าฟ้อนเลียนแบบการ ทอผ้า ของหญิงชาวล้านนา ประกอบด้วยท่าเลือกไม ดึงไหมท่าสาวไหมออกจากตัว ปัจจุบันชมรมพื้นบ้านล้านนา ถือว่าฟ้อนสาวไหมเป็นมรดกทางศิลปวัฒนธรรมที่สมควรได้รับการอนุรักษ์อย่างคงต้นแบบท่าฟ้อนไว้ ด้วยเหตุที่ผู้ที่สืบทอดต่อจากพ่อครูหรือแม่ครูยังมีชีวิตอยู่ และสามารถสาธิตให้เป็นต้นฉบับของท่าฟ้อนได้ การเปลี่ยนแปลงท่าฟ้อนนั้นอาจจะมีได้แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงโดยแม่ครู หรือพ่อครูเอง โดยชมรมพื้นบ้านล้านนา ไม่อาจจะกระทำการเปลี่ยนแปลงท่าฟ้อนให้แตกต่างจากเดิมได้
ฟ้อนเมืองก๋ายลาย เป็นฟ้อนที่ชมรมพื้นบ้านล้านนามีความภาคภูมิใจฟ้อนหนึ่ง จากการศึกษาฟ้อนเมืองก๋ายลาย โดยนายสุเทพ แสนมงคล หัวหน้าฝ่ายวิชาการชมรมพื้นบ้านล้านนา(ปี พ.ศ. 2533-2525) และสมาชิกชมรมฯ คนอื่น ๆ ได้ พบว่าฟ้อนเมืองก๋ายลายเปฯฟ้อนเก่าแก่ชุดหนึ่งของล้านนาเป็นฟ้อนแบบโบราณที่ถือว่าเป็นต้นแบบของการฟ้อนแบบ บ่าเก่า" ในล้านนาที่ยังคงได้รับการสืบทอดจนถึงปัจจุบันนับรวมการสืบทอดประมาณสี่ชั่วอายุคนแล้วที่ฟ้อนชุดนี้ไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลง ฟ้อนเมืองก๋ายลายเป็นฟ้อนที่ได้รับการถ่ายทอดจากแม่ครูทั้ง 4 ท่านแห่งอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ คือ แม่ต๋า แม่ต๋า แม่งา แม่ชื่น สันนิษฐานว่าการฟ้อนชนิดนี้เป็นต้นแบบของฟ้อนนำขบวน หรือฟ้อนแห่ครัวทาน ดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนคือ วงมองเซิง
ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา ฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตา เป็นฟ้อนที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ในรัชกาลที่ 5 ได้คิดขึ้น โดยมีช่างฟ้อนคุ้มหลวงร่วมกับครูชาวพม่าชื่อ โมนโหย่ คิดท่ารำจากท่าการฟ้อนของพม่า ซึ่งเรียกว่า "เหว่ยเสียนต่า" หรือ "เหว่ยเสียนตาน่านโย่ง" ซึ่งใช้ฟ้อนกันในพระราชสำนักพม่า กับท่าฟ้อนรำของไทย โดยนำมาผสมกัน
การแสดง ใช้ผู้หญิงแสดงหรือชายแสดงร่วมด้วยก็ได้ 8-16 คน สำหรับผู้แสดงแต่เดิมแต่งกายแบบผีเสื้อ มีปีกที่ทำด้วยผ้าซึ่งเคลื่อนไหวได้ ติดรูปผีเสื้อที่หน้าอก จึงเรียกฟ้อนชุดนี้ว่า "ฟ้อนกำเบ้อ" ต่อมาภายหลังใช้การแต่งกายแบบหญิงในราชสำนักพม่าที่ปรับปรุงแล้ว
ดนตรีและเพลงประกอบ โดยใช้วงปี่พาทย์มอญ หรือ วงป้าดฆ้อง เพลงที่ใช้ประกอบมีเพลง "เหวยเชียนต้า" ของพม่า แต่มีบางตอนมีเพลงไทยเช่น "มอญดาว"
หมายเหตุ : เพลงที่ใช้ประกอบในปัจจุบัน ทางฝ่ายวิชาการสืบค้นข้อมูลโดยล่าสุดว่าเป็นเพลงที่ผสมกันระหว่างพม่ากับไทยเดิม
ฟ้อนน้อยไชยยา ฟ้อนน้อยไชยยา เป็นการฟ้อนประกอบละครร้องเรื่อง น้อยไชยยา ซึ่งพระราชชายาเจ้าดารารัศมี ได้ทรงคิดเค้าโครงเรื่องขึ้น แล้วโปรดให้ท้าวสุนทรพจนกิจ เป็นผู้คิดบทร้องและทำนองเพลงให้เหมาะสมอีกทีหนึ่ง
เนื้อความกล่าวถึงแว่นแก้ว ลูกสาวท้าวไชยลังกา รักชอบพอกับน้อยไชยยา แต่แว่นแก้วถูกผู้ใหญ่หมายหมั้นให้แต่งงานกับ "ส่างนันตา" ซึ่งเป็นชาวเงี้ยวผู้ร่ำรวย ดังนั้นน้อยไชยยาจึงนัดแว่นแก้วที่น้ำตกห้วยแก้ว เพื่อปรับความเข้าใจกัน ดังบทร้องที่นิยมนำมาขับร้องประกอบการฟ้อนน้อยไชยยา - แว่นแก้ว
ระบำซอ ระบำซอ เป็นการแสดงที่พระราชชายาเจ้าดารารัศมี ทรงจัดให้มีขึ้นในโอกาสฟ้อนสมโภชน์ช้างเผือก พระเศวตคลเดชดิลก ซึ่งน้อมเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อครั้งเสด็จเลียบมณฑลพายัพ พ.ศ.2469 ที่จังหวัดเชียงใหม่ และเรียกการแสดงในครั้งนี้นว่า ฟ้อนซอเพลง หรือ ระบำสมโภชน์ช้างเผือก หรือเรียกสั้น ๆ ว่า ระบำซอ ต่อมาภายหลังได้มีการดัดแปลง ปรับปรุงแก้ไขท่ารำ คำร้องและเวลาในการแสดงให้เหมาะสมกับการนำมาใช้แสดงบนเวที
ผู้แสดงเป็นหญิงล้วน จำนวน 8 คนหรือมากกว่านั้น แต่เดิมแต่งกายแบบพื้นเมือง ต่อมาใช้เสื้อแบบกะเหรี่ยงแทน นุ่งซิ่นสีเดียวกับเสื้อ ผมเกล้าต่ำ มีลูกประคำทำด้วยลูกเดือย ประดับมวยผม มีตุ้มหู กำไลแขนทำด้วยโลหะเงินเล็ก ๆ หลายอัน
ฟ้อนเงี้ยว เป็นการฟ้อนเมืองเหนือที่ดัดแปลงมาจากการละเล่นของไทยใหญ่หรือเงี้ยวซึ่งในภายหลังครูช่างฟ้อนคุ้มหลวงเชียงใหม่ได้ปรับปรุงแก้ไขท่ารำให้เหมาะสมสวยงาม ใช้แสดงบนเวทีก็ได้ ผู้แสดงใช้ผู้หญิงทั้งชุดจำนวน 8 คนหรือกว่านั้น นิยมแต่งกายเป็น 2 แบบคือ แบบไต นุ่งกางเกงเป้ากว้าง ขายาวครึ่งแข้ง สวมเสื้อคอกลมแขนกระบอก ผ่าอก ผูกเชื่อกแบบไต โพกศีรษะ มีเครื่องประดับ เช่น กำไลข้อมือข้อเท้า แบบพม่า นุ่งผ้าโสร่งตาหมากรุก (นุ่งลอยชายหรือโจงกระเบน) เสื้อคอกลมแขนกระบอก หรือเสื้อปัด โพกศีรษะ มีเครื่องประดับเช่นเดียวกัน
ฟ้อนไทลื้อ ผู้ประดิษฐ์ ผศ. ดิเรกชัย มหัทธนะสิน เพลงประกอบ เพลงขงเบ้ง บรรเลงโดยวงสะล้อ - ซึง
ไทลื้อ หรือ (ไทลื้อในแม่สาย) เป็นคนไทยเผ่าหนึ่ง ในแคว้นสิบสองปันนาและบางส่วนได้อพยพมาอยู่ที่พะเยาและน่าน แม้แต่ในลำปาง และอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
เอกลักษณ์ที่เด่นคือ การทอผ้า ลายน้ำไหล และผ้าลายขิต ได้สวยงามและทำเป็นอาชีพสำคัญ
การแต่งกายนั้น สตรีแต่งชุดไทลื้อแบบโบราณ ผู้ชายก็เช่นกัน ลีลาที่ฟ้อนแสดงถึงการเก็บผ้าฝ้าย การปั่นฝ้าย ทอกี่กระตุก และการปักเย็บ
ฟ้อนบ่ากอน เป็นฟ้อนที่ประยุกต์มาจากการละเล่นของชาวล้านนา การเล่นบ่ากอนจะเล่นในช่วงเทศกาลปีใหม่เมือง ( สงกรานต์ ) เป็นการละเล่นของหนุ่มสาวโดยการโยนบ่ากอนให้คนที่หญิงสาวพอใจ การเล่นบ่ากอนเป็นการเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาวล้านนาในอดีตได้รู้จักกัน และสนิทสนมกันมากขึ้น
ฟ้อนหริภุญไชย ฟ้อนหริภุญไชย เป็นฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่ โดยจำลองภาพปูนปั้นของสตรีชาวล้านนา สมัยอาณาจักรหริภุญไชย ศตวรรษที่ 17 ท่าฟ้อนกลมกลืนระหว่างมอญ พม่า และล้านนา เอกลักษณ์ของฟ้อนชุดนี้คือ การนำเอาชุดกลองตึ่งโนงมาผสมกับดนตรีสะล้อ - ซึงของล้านนา โดยใช้เพลงที่แต่งขึ้นใหม่คือ เพลงหริภุญไชย ต่อมาฟ้อนชุดนี้เป็นที่แพร่หลาย และกลายเป็นฟ้อนประจำจังหวัดลำพูน
ฟ้อนไตอ่างขาง ฟ้อนไตอ่างขาง เป็นฟ้อนที่ประดิษฐ์ขึ้นใหม่โดย ผศ.ดิเรกชัย มหัทธนะสิน โดยประยุกต์มาจากศิลปะการฟ้อนของชาวไทใหญ่ แถบจังหวัดแม่ฮ่องสอนและจังหวัดเชียงรายเข้าด้วยกัน เอกลักษณ์ของการฟ้อนชุดนี้คือการนำเอาวงดนตรีสะล้อ - ซึง มาผสมกับวงมองเซิงของชาวไทใหญ่ เพลงประกอบฟ้อนคือ เพลงไตอ่างขาง ซึ่งแต่งโดยคุณสุชาติ กันชัย
เพลงเพราะๆ จากฮักแม่สาย.คอม
ททท ภาคเหนือเขต 2 | เทศบาลนครเชียงราย | จังหวัดเชียงราย | อี-เชียงราย | สวท.เชียงราย | พระตำหนักดอยตุง | เชียงรายทูเดย์ | ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน | ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย | เซ็น อุทยานสวนชา | ท่องเที่ยวชนเผ่า | มูลนิธิกระจกเงา | วัดร่องขุ่น | วนา ฟาร์มนกกระจอกเทศ | อุทยานแห่งชาติ | เชียงรายโฟกัส | เจียงฮายสะปายกล้อง |สถานีขนส่งแห่งที่ 2
สงวนสิทธิ์ทุกข้อความ / รูปภาพ หากต้องการข้อมูลภายในเว็บไซต์กรุณาติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ EMAIL