อาหารหวานของล้านนา
อาหารหวาน-ของว่าง
กระบอง
เข้าต้มหัวหงอก
เข้าต้มหัวหงอกนี่เป็นอาหารหวานที่เด็กๆทานกันบ่อย เพราะทำค่อนข้างง่าย หรือหาซื้อตามตลาดได้ง่าย อีกทั้งรสชาติก็ยังอร่อยด้วย เพราะมีมะพร้าวเค็มๆ มันๆ โรยหน้า
เครื่องปรุงของเข้าต้มหัวหงอกก็ไม่มีอะไรมากค่ะ ให้นำข้าวเหนียวมาซาวน้ำสัก 2 ครั้ง แล้วฉีกใบตองเตรียมไว้ โดยฉีกให้กว้างพอประมาณ เช็ดให้สะอาดนะคะ แล้วจากนั้นก็เอากล้วยน้ำว้าสุกปอกเปลือก ผ่าซีก ตักข้าวเหนียวที่เตรียมไว้ใส่ใบตองเล็กน้อย แล้ววางกล้วยน้ำว้าที่ผ่าไว้ 1 ซีก ตักข้าวเหนียวใส่ลงบนกล้วย เกลี่ยข้าวหุ้มกล้วยให้มิด พับใบตองเป็นรูปให้มัดได้ จากนั้นนำข้าวต้ม 4-5 ห่อมามัดรวม แล้วฉีกใบตองขนาดเท่ากับความยาว ของข้าวต้มที่ห่อแล้ว หรือที่เรียกว่า "เตี่ยว" มาพันห่อเข้าต้ม แล้วใช้ตอกมัดหัวท้าย ใส่มัดเข้าต้มลงในหม้อ ตั้งไฟร้อน ต้มไปจนข้าวต้มสุกแล้วจึงยกลง ในการต้มเข้าต้มนั้น บางคนจะเอาใบตองมาห่อแล้วมัดเลียนแบบมัดเข้าต้ม เรียกว่า ชู้เข้าหนม และใส่มันลงไปในหม้อด้วย เชื่อว่าจะทำให้ขนมสุกทั่วกันหมด
การรับประทานเข้าต้มหัวหงอก จะแกะข้าวต้มตัดเป็นท่อนๆ ตามขวาง แล้วโรยด้วยมะพร้าวขูดขาวที่ผสมน้ำตาล เกลือป่น ให้รสชาติเค็ม มัน และหวานนิดๆ อร่อยทีเดียวแหละค่ะ
อ้อ รู้ไหมคะว่าทำไมถึงเรียกว่าเข้าต้มหัวหงอก ก็เพราะว่ามีมะพร้าวขูดโรยหน้าด้วยไงล่ะค่ะ เหมือนกับผมของคนแก่ที่มีผมหงอกไหมละคะ แหม คนเมืองนี่ก็ช่างคิดชื่อขนมให้เห็นภาพได้ดีจริงๆนะคะ และยังอร่อยอีกด้วย.
เข้าหนมจ๊อก
เชื่อว่าเด็กๆคนเมืองคงจะไม่มีใครไม่เคยทาน "ขนมจ็อก" หรือขนมเทียนแน่ๆเลยล่ะค่ะ เพราะว่าเป็นขนมที่ทำกินในทุกเทศกาล งานบุญเลยทีเดียว เวลาเข้าพรรษา ออกพรรษา ปีใหม่ จะไปทำบุญที่วัด พ่อแม่ก็จะเริ่มห่อขนมจ็อก หรือขนมเทียนไว้แล้วทีละมากๆ
ขนมจ็อกที่ทำกันโดยมากจะเป็นไส้หวาน ประกอบด้วยมะพร้าวขูดเคี่ยวกับน้ำอ้อยหรือน้ำตาล บางครั้งอาจจะพลิกแพลง ใส่งาขี้ม้อนลงไปด้วยก็มี แต่บางบ้านอาจจะไม่ชอบไส้หวานก็จะทำไส้เค็ม ทำจากถั่วเขียวผัดกับหมู กระเทียมเจียว อร่อยทีเดียวแหละค่ะ
แต่ว่าเราจะมาดูสูตรของไส้หวานกันก็พอนะคะ เพราะว่าเป็นรสชาติที่หวาน มัน อร่อย ใครๆก็ติดใจ ลองทำกินเองก็ไม่ยากอะไรเลยค่ะ เครื่องปรุงก็มี มะพร้าวขูดขาว น้ำอ้อยก้อนหรือน้ำตาล แล้วให้เคี่ยวน้ำอ้อยหรือน้ำตาลด้วยไฟอ่อนจนเป็นยางมะตูมก็ใส่มะพร้าวลงไปเคี่ยว หมั่นคนจนกระทั่งหอมและเหนียวจึงยกลง ทิ้งให้เย็นแล้วนำมาปั้นเป็นลูกกลมๆ ขนาดพอคำทิ้งไว้
จากนั้นก็นวดแป้งข้าวเหนียวด้วยน้ำอุ่น เพราะน้ำอุ่นจะทำให้แป้งเหนียว นุ่ม ถ้าใครชอบแป้งหวานก็ใส่น้ำตาลด้วยนิดหน่อย นวดแป้งไปจนกระทั่งนุ่มและเหนียวพอที่จะปั้นได้ ก็ปั้นแป้งให้มีขนาดโตกว่าไส้ขนมที่ปั้นไว้เล็กน้อย แล้วแผ่แป้งออกให้เป็นแผ่นแล้ววางไส้ขนมไว้ตรงกลาง แล้วจึงบีบแป้งหุ้มให้ทั่วและคลึงให้กลม แล้วจึงนำมาห่อในใบตองที่เตรียมไว้
ใบตองที่จะห่อขนมนั้น หลังจากทำความสะอาดแล้วต้องฉีกกะขนาดให้พอที่จะห่อขนมได้ เจียนหัวและท้ายแล้วทาน้ำมันมะพร้าว น้ำมันหมูหรือน้ำมันพืชก็ได้ให้หน้าใบตองที่เป็นหน้านวลนั้นมีน้ำมันเคลือบติดอยู่ เพื่อที่ขนมจะได้ไม่ติดใบตอง
จากนั้นจึงเอาแป้งที่ห่อไส้ขนมเสร็จแล้วมาใส่ใบตองที่พับเป็นกรวย แล้วห่อให้เป็นยอดแหลม เรียงใส่รังถึงแล้วนึ่งให้สุก ก็จะได้ขนมจ็อกหรือขนมเทียนที่มีแป้งเหนียว นุ่ม ไส้ขนมหวานมันทานกันแล้วล่ะค่ะ.
เข้าหนมวง
เข้าหนมวง หรือ ขนมวง เป็นขนมโบราณอีกอย่างหนึ่งของล้านนาค่ะ หาทานได้ไม่ง่ายนัก เพราะวิธีการทำค่อนข้างยุ่งยากนิดหน่อย มีดังนี้ค่ะ
เครื่องปรุงของขนมวงก็คือ แป้งข้าวเหนียว กล้วยน้ำว้าสุกงอมบดละเอียด หรือฟักทองนึ่งสุกบดให้ละเอียด น้ำอ้อยก้อนหรือน้ำตาลปี๊บ และหัวกะทิ ค่ะ
ก่อนอื่นก็ต้องคลุกแป้งข้าวเหนียวกับกล้วยบดหรือฟักทองบดให้เข้ากัน เติมน้ำอุ่นแล้วนวด ระหว่างนี้ก็ใส่หัวกะทิลงไปนวดด้วยค่ะ รสชาติขนมจะได้หวานมัน นวดไปจนกว่าจะเหนียวแล้วก็หมักทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที จากนั้นจึงปั้นแป้งเป็นรูปวงแหวนขนาดเล็กใหญ่แค่ไหนนั้นก็แล้วแต่ชอบค่ะ
เสร็จแล้วก็มาตั้งกระทะใส่น้ำมันลงไปมากหน่อย เพราะถ้าน้ำมันน้อยแป้งขนมจะไม่พองตัวสวย พอน้ำมันร้อนได้ที่ก็เอาขนมที่ปั้นไว้ลงทอดจนเหลืองทั้งสองด้าน ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน
เสร็จแล้วก็เอาน้ำอ้อยก้อนไปเคี่ยวจนข้น แล้วนำไปเหยาะรอบๆวงขนม ด้านใดด้านหนึ่ง รอจนน้ำอ้อยแข็งตัวและกรอบได้ที่ก็ทานได้เลยค่ะ แต่ถ้าใครไม่ชอบน้ำอ้อยแต่ชอบน้ำตาลปี๊บก็ให้เอาน้ำตาลมาละลายกับน้ำเล็กน้อยแล้วตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวแล้วนำขนมมาจุ่มเพียงด้านเดียว แล้วพอให้น้ำตาลแห้งก็ทานได้เช่นกัน
ดูหน้าตาแล้วน่าทานดีไหมคะ น่าจะให้เด็กๆหันมาทานขนมวงกันดีกว่านะคะ เพราะมีคุณค่ามากกว่าขนมโดนัทของฝรั่งเยอะแยะเลย ว่าไหมละคะ
เข้าแต๋น
ใครที่มีเพื่อนอยู่ทางภาคเหนือ โดยเฉพาะในแถบเชียงใหม่ ลำปางนั้น เชื่อว่าถ้าเพื่อนเอาของฝากไปให้แล้วล่ะก็ นอกจากแคบหมู น้ำพริกหนุ่มแล้ว ขนมอีกอย่างที่จะได้เป็นของฝากนั้นคงไม่พ้น "ข้าวแต๋น" เป็นแน่แท้ จริงไหมคะ
ข้าวแต๋นน้ำแตงโมนั้นเป็นขนมที่มีชื่อของจังหวัดลำปาง ใครไปใครมาก็อดที่จะซื้อติดไม้ติดมือไปฝากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงไม่ได้ ทราบไหมคะว่ากว่าจะได้ข้าวแต๋นกรอบๆ อร่อยๆ มาทานนั้นมีกรรมวิธีอย่างไรบ้าง
ก่อนอื่นก็ต้องเตรียมข้าวเหนียว โดยแช่ค้างคืนไว้ พอรุ่งเช้าก็เอามานึ่งให้สุก ใช้ "ไม้คนข้าว" หรือไม้พายคนเบาๆให้ทั่ว จากนั้นก็ทำพิมพ์วงกลมด้วยไม้ไผ่เหลาให้เป็นแผ่นบางๆ มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร สูง 1 เซนติเมตร แล้วเอาพิมพ์นั้นไปชุบน้ำ วางพิมพ์บนถาดหรือตะแกรง นำข้าวเหนียวใส่ลงในพิมพ์แล้วแผ่จนเต็มพิมพ์แล้วกดให้แน่น ยกพิมพ์ออก ทำอย่างนี้จนได้ข้าวแต๋นเต็มถาดแล้วนำไปผึ่งแดดให้แห้งสนิท กรรมวิธีทั้งหมดนี้เรียกว่าการเต็กข้าวแต๋นค่ะ
จากนั้นก็เอาข้าวแต๋นที่ตากแห้งมาทอด โดยตั้งกระทะใส่น้ำมันแล้วตั้งไฟจนร้อนแล้วเอาข้าวแต๋นนั้นลงทอด เรียกว่า การจืนข้าวแต๋น พลิกกลับไปกลับมา ข้าวเหนียวตากแห้งก็จะพองตัวเป็นเม็ดงาม ทอดจนสุกทั่วก็ตักออกพักไว้บนตะแกรง จากนั้นจึงนำน้ำตาลหรือน้ำอ้อยและน้ำอีกเล็กน้อย(สำหรับข้าวแต๋นน้ำแตงโมก็จะใช้น้ำแตงโมคั้นแทนน้ำ) มาเคี่ยวไฟจนเหนียวพอหยอดได้ ก็จะใช้ช้อนตักแล้วหยอดเป็นเส้นวงกลมโค้งรอบๆบนหน้าข้าวแตนเพียงด้านเดียว ทิ้งไว้จนน้ำตาลแห้ง เก็บใส่ภาชนะปิดฝาให้สนิทเพื่อป้องกันความชื้น และให้ข้าวแตนกรอบได้นาน ทานได้อร่อยทุกครั้งไปไงล่ะคะ.
อ้อยส้อม
เวลาไปแอ่วกาดหมั้วหรืองานปอยที่มีคนมาขายของกินของใช้แล้ว ผลไม้อย่างหนึ่งที่มีขายกันทั่วไปและยังมีหน้าตาสวยงามก็คือ "อ้อยส้อม" ค่ะ
อ้อยส้อม ก็คืออ้อยควั่นของภาคกลางนั่นเอง แม่ค้าแม่ขายก็จะปอกอ้อยและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปเสียบกับไม้ที่จักตรงปลายให้แตกออกเป็นหลายๆแฉก จนหมด ก็จะได้อ้อยส้อมที่ดูแล้วเหมือนกับช่อดอกไม้เลยแหละค่ะ
อ้อยหวานๆ ช่อสวยๆ อย่างนี้ ใครเห็นก็อยากจะเดินถือไป เคี้ยวไปด้วยแน่ๆ จึงไม่น่าแปลกใจเลยใช่ไหมคะที่อ้อยส้อมจะเป็น นางเอกในงานปอยหรือในกาดหมั้วเสียทุกทีไป.
เข้าแคบ
ข้าวแคบ เป็นอาหารว่างที่คนเมืองชอบกินกัน โดยเฉพาะช่วงสงกรานต์นี่ เป็นอาหารว่างยอดนิยมเลยล่ะค่ะ ยิ่งเข้าคู่กันกับข้าวแคบยิ่ง "เปิง" หรือว่าเหมาะกันไปใหญ่
ช่วงก่อนสงกรานต์ แต่ละบ้านก็จะเตรียมตัวทำข้าวแคบ ข้าวควบเก็บไว้เพื่อจะเอาไปดำหัวคนเฒ่าคนแก่ หรือไม่ก็เอาไปฮิง ไปจืนไว้เพื่อเป็นอาหารว่างรับรองแขกที่จะมาดำหัวในวันสงกรานต์ด้วยค่ะ
วิธีทำข้าวแคบก็ไม่ยากค่ะ ก่อนอื่นก็จะต้องนำข้าวเหนียวมาแช่น้ำทิ้งไว้หนึ่งคืน แล้วรุ่งเช้าก็เอามาล้างและเอาไปโม่ ก็จะได้น้ำแป้งข้นๆ บางคนอาจจะใช้วิธีตำด้วยครกมองหรือครกกระเดื่อง แต่ว่าความละเอียดของแป้งจะสู้แป้งที่ได้จากโม่ไม่ได้ค่ะ
พอได้น้ำแป้งข้นๆนั้นมาแล้วก็ต้องดูว่าข้นมากไปไหม ถ้าข้นมากไปก็จะเติมน้ำลงไปอีกแล้วก็เติมเกลือป่น น้ำตาลเล็กน้อย และงาดำ
เสร็จการทำข้าวแป้งแล้วก็ถึงเวลาต้องเตรียมหม้อไหอุปกรณ์ต่างๆแล้วล่ะค่ะ ในแถบชนบทมักจะมีบริเวณกว้างขวาง บางครั้งบ้านใกล้ๆกันก็จะมาช่วยกันเตรียมอุปกรณ์แล้วก็ช่วยกันทำข้าวแคบด้วยกัน ก็จะเริ่มด้วยการขุดดินให้เป็นหลุมเพื่อจะได้ใส่ฟืนแล้วก็ก่อดินขึ้นมาเป็นเตา เสร็จแล้วก็เอาหม้อนึ่ง หรือปี๊บมาตั้งไว้
หม้อนึ่งหรือปี๊บนั้นจะขึงผ้าขาวไว้ให้ตึง และให้เจาะรูผ้าตรงขอบหม้อนึ่งสักรูสองรู เพื่อให้ไอน้ำสามารถระบายออกไปได้ ทีนี้เราก็จะได้หม้อนึ่งที่จะ "ไล้" ข้าวแคบแล้วค่ะ หน้าตาก็คล้ายๆกับหม้อที่ใช้ทำข้าวเกรียบปากหม้อของภาคกลางนั่นแหละค่ะ
พอน้ำในหม้อนึ่งเดือด ไอน้ำร้อนๆพลุ่งขึ้นมาจากผ้าขาวที่ปิดไว้ เราก็จะใช้กระจ่าหรือทัพพีเล็กๆ กวนข้าวแป้งไม่ให้ตกตะกอนแล้วก็ตักมาหยอดบนผ้าขาวบางนั้นแล้วก็ใช้กระจ่านั้นแผ่แป้งให้กระจายก่อนที่แป้งจะสุก วิธีการก็คล้ายๆกับการทำข้าวเกรียบปากหม้อนั่นแหละค่ะ วิธีการแผ่แป้งแบบนี้เรียกว่า "การไล้ข้าวแคบ"
พอแป้งเริ่มสุกก็จะใช้ "ไม้ช้อนข้าวแคบ" ที่เหลาจากไม้ไผ่มีด้ามจับ และส่วนปลายเหลาจนบางอ่อนนั้นสอดเข้าไปที่มุมใดมุมหนึ่งของข้าวแคบที่เริ่มสุกแล้วพลิกไม้เพื่อให้ข้าวแคบติดไม้และดึงแผ่นข้าวแคบออก จากนั้นจึงเอาข้าวแคบไปตากบน "คา" ที่เตรียมไว้ โดยให้หงายข้าวแคบด้านที่เปียกขึ้นข้างบนและเรียงให้เป็นระเบียบ
คาก็คือหญ้าคาตากแห้งที่เอามาถักเป็นแผ่น ใช้สำหรับมุงหลังคา แต่ถ้าจะนำมาตากข้าวแคบก็จะถักใหม่ การถักหญ้าคานั้นเรียกว่าการไพ
เมื่อเรียงข้าวแคบจนเต็มแผ่นคาแล้วก็เอาไปตากแดดจนแห้ง พลิกข้าวแคบทั้งสองด้านให้แห้งทั่วกันแล้วเก็บไว้ในกระบุงหรือถุงพลาสติกใหญ่
เวลาจะทานข้าวแคบ ก็มีหลายวิธีเช่น การฮิงข้าวแคบ หรือการนำไปปิ้งก็จะได้ข้าวแคบฮิงเหมือนรูปข้างบน บางคนอาจจะเอาไปทอด เรียกว่าการจืนข้าวแคบ ก็จะได้ข้าวแคบที่มีรสชาติแตกต่างกันไปค่ะ
วิธีการทำอาจจะยุ่งยาก แต่เดี๋ยวนี้ ไปเที่ยวงานไหนๆ เขาก็มีข้าวแคบฮิงขายกัน ลองซื้อมาชิมดูนะคะว่าข้าวแคบ อาหารหวาน อาหารว่างของคนเมืองนั้นจะอร่อยแค่ไหน.
เข้าหลาม
พอถึงหน้าหนาวทีไร ตามชนบทของภาคเหนือ เขาก็จะมาก่อกองไฟกันแต่เช้าเพื่อคลายความหนาว เพราะอากาศในช่วงฤดูหนาวของภาคเหนือนี่มันหนาวจริงๆค่ะ แต่ละบ้านก็จะก่อกองไฟกันควันขึ้นโขมงทุกบ้าน มานั่งพูดนั่งคุยกันตอนเช้า รอรับแดดอุ่นๆด้วย
และมานั่งคุยกันเฉยๆมันก็กระไรอยู่ ก็เลยต้องเอาข้าวหลามมาเผากินด้วย โอ้โห เท่านี้ก็เป็นเช้าที่มีความสุขแล้วล่ะค่ะ คนเมืองตามชนบทจริงๆ ไม่นิยมข้าวหลามที่ทรงเครื่อง ใส่โน่นใส่นี่มากนักหรอกค่ะ ขอแค่ข้าวหลามเปล่าๆ ใส่เกลือนิดหน่อยก็อร่อยแล้ว
วิธีเตรียมข้าวหลาม ก็แค่ไปตัดไม้ไผ่สำหรับทำข้าวหลามมาเป็นท่อนๆ แล้วเอาข้าวเหนียวซาวน้ำสักสองครั้ง แล้วเทในกระบอกข้าวหลาม ไม่ต้องใส่จนเต็มนะคะ เพราะว่าพอแช่น้ำ ข้าวก็จะพองตัวขึ้นมาอีก แล้วเทน้ำสะอาดใส่ลงไป ใส่เกลือด้วยนิดหน่อย ถ้าบางคนชอบกินถั่วดำ ก็ใส่ลงไปด้วย แล้วพอแช่ไว้สัก 4-5 ชั่วโมงก็ต้องคอยมาดูว่าน้ำในกระบอกนั้นเหลืออยู่ไหม ถ้าข้าวพองตัวมากจนน้ำหมด ก็ต้องเติมลงไปอีก
พอเช้ามา ก็หาใบตองมาทำเป็นจุกอุดตรงปลายกระบอกข้าวหลามแล้วเอาไปเผาไฟ ทีนี้แหละค่ะ กลิ่นไม้ไผ่เผากับข้าวใหม่ที่สุกก็หอมตลบอบอวลเลยทีเดียว สังเกตข้าวหลามว่าสุกแล้วก็ทิ้งให้เย็นลงนิดหน่อยแล้วก็ปอกเปลือกออก จนเหลือแต่เปลือกขาวๆ แล้วก็ฉีกออกเพื่อกินข้าวหลามที่มีเยื่อไผ่หุ้มอยู่ข้างใน
มีเคล็ดลับก่อนกินข้าวหลามว่า ให้เอาสองมือคลึงกระบอกข้าวหลามให้ทั่วก่อนที่จะฉีกออก จะทำให้เยื่อไผ่ติดข้าวดีขึ้น เขาว่ากันอย่างนั้นค่ะ
อากาศหนาวๆ ได้กินข้าวหลามเปล่าอุ่นๆ ก็มีความสุขเกินพอแล้วล่ะค่ะ แต่ปัจจุบัน ข้าวหลามที่ขายกันตามตลาดมักจะใส่น้ำกะทิบ้าง ใส่เครื่องเยอะแยะจนออกรสชาติหวานเลี่ยนไปเสียหมด ถ้ามีเวลาลองทำข้าวหลามเปล่าๆทานกันเองดีกว่านะคะ.
คั่วบ่าก่อ
บ่าก่อ เป็นผลไม้ชนิดหนึ่ง คล้ายกับเกาลัด บ่าก่อในภาคเหนือมีสองอย่างค่ะ ถ้าเป็นลูกโต เปลือกหนา แข็ง จะเรียกว่า บ่าก่อหลวง แต่ถ้าเป็นลูกเล็กเรียกว่า บ่าก่อหน้อย
เกาลัดของภาคกลางที่เราเห็นกันนั้น เวลาคั่ว เขาจะคั่วพร้อมกับทรายเพื่อให้ความร้อนจากทราย ระอุผ่านเปลือกแข็งของมันและข้างในจะได้สุกทั่วกันใช่ไหมคะ แต่ว่าการคั่วบ่าก่อของภาคเหนือ ไม่ต้องคั่วกับทรายค่ะ คั่วในกระทะเปล่าๆได้เลย
เวลาคั่วก็แล้วแต่ว่ามันจะสุกหรือยัง โดยต้องใช้วิธีแกะดูข้างในค่ะ ถ้าสุกก็จะนุ่ม หอม อร่อย ก็ตักขึ้นมาใส่ถาดทานกันได้เลย
เวลาแม่ค้าขายในกาดหมั้ว ก็มักจะเอาใบตองมาทำเป็นกระทงหรือที่เรียกว่า "ควัก" แล้วตักบ่าก่อคั่วใส่ในควัก ขายกันควักละ 5 บาท 10 บาทก็ว่ากันไป ยิ่งแทะก็ยิ่งเพลิน สมกับเป็นอาหารว่างจริงๆแหละค่ะ.
คั่วแมงมัน
บางคนเห็นแมลงแล้วจะร้องยี้ แต่เชื่อไหมคะว่า คนเมืองชอบกินแมลงกันจริงๆ โดยเฉพาะแมงมัน ที่รูปร่างเหมือนมดดำตัวโตๆ นั่นแหละค่ะ อร่อยอย่าบอกใคร
เวลาค่ำมา แมงมันจะบินออกมาตอมไฟ ทีนี้ก็จะได้เวลาที่ออกไปจับแมงมันกันล่ะค่ะ แมงมันจะบินออกจากรูเล็กๆบนพื้นดิน วิธีสังเกตรูแมงมันก็คือจะมีแม่แมงมัน รูปร่างเหมือนมดตะนอยตัวเล็กๆ เดินเข้าออกกันเต็มรูนั่นแหละค่ะ ใช่เลย แต่ต้องระวังให้ดีนะคะ เพราะแม่แมงมันกัดเจ็บมาก ถ้าใครโดนกัดเข้าทีหนึ่งล่ะก็จะเข็ดไปนาน
ทีนี้แมงมันตัวผู้ที่เป็นที่หมายตาของเราก็จะบินขึ้นจากรู ก็เตรียมจับกันให้ดีๆล่ะค่ะ พอจับได้ก็เอาใส่ขวด เก็บได้มากน้อยแค่ไหนก็ทิ้งไว้รอเอาไปคั่วกินเป็นอาหารเช้า
พอรุ่งเช้ามา ก็เอาแมงมันในขวดออกมาเด็ดปีก บางคนก็ไม่ชอบเด็ดปีกก็มี แล้วตั้งกระทะใส่น้ำมันเล็กน้อยพอกระทะร้อนก็เอาแมงมันลงไปคั่ว ใส่เกลือนิดหน่อยพอให้เค็มปะแล่มๆ จนสุกก็ได้แมงมันคั่วไว้ทานกันแล้ว .แต่แหม นึกๆไปก็น่าสงสารแมงมันตัวน้อยๆนี่จังเลยนะคะ เฮ้อ.
คั่วหมี่
อาหารตามกาดหมั้ว ที่เห็นกันบ่อยและอร่อยด้วยก็คือ คั่วหมี่ หรือผัดเส้นขนมจีน นั่นเองค่ะ ใครเคยทานบ้างคะ รสชาติหวาน เปรี้ยวนิดๆ ก็แล้วแต่ว่าใครจะชอบรสไหนก็ปรุงกันไปล่ะนะคะ
วิธีการทำคั่วหมี่ ก็ยากค่ะ ก่อนอื่นก็ตั้งกระทะใส่น้ำมันพืชลงไปเล็กน้อย ผัดกระเทียมเจียวพอหอมก็เอาเส้นขนมจีนลงไปผัด แล้วใส่ซีอิ๊วหวานหรือซีอิ๊วดำให้เส้นขนมจีนเป็นสีน้ำตาล แล้วก็เติมน้ำตาล น้ำปลา ปรุงรสจนกลมกล่อม เสร็จแล้วก็โรยต้นหอมซอยลงไป บางคนอาจจะเจียวไข่ให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วซอยละเอียดโรยใส่ลงไปด้วยก็ได้ค่ะ
เวลาจะทานก็ตักพริกป่น น้ำตาล มะนาวปรุงรสตามชอบ เท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ แต่โดยมากแล้ว เวลาไปซื้อคั่วหมี่กันตามกาดหมั้ว แม่ค้าเขาก็จะปรุงรสชาติจนกลมกล่อมจนแทบไม่ต้องเติมเครื่องปรุงอะไรเลย
ทั้งอร่อยและเป็นอาหารมังสวิรัติได้ด้วยนะคะ เพราะว่าไม่ต้องใช้เนื้อสัตว์มาเป็นส่วนประกอบเลยล่ะค่ะ สำหรับอาหารขึ้นชื่อประจำกาดหมั้วที่ชื่อคั่วหมี่ของเรา.
ถั่วดินต้ม
ถั่วดินต้ม ก็คือ ถั่วลิสงต้มนั่นแหละค่ะ คนเมืองเรียกถั่วลิสงว่า "ถั่วดิน" เอาต้มกับเกลือนิดหน่อยก็อร่อยแล้วค่ะ เวลาว่างๆ ไม่อยากจะทานข้าวก็แกะถั่วดินต้มมาแทะกิน โอ้โห หมดเป็นกองๆ โดยไม่รู้ตัวก็มี
เวลาไปแอ่วกาด หรือไปงานปอย ถั่วดินต้มก็มักจะได้รับความนิยมอยู่เสมอ เพราะอร่อย กินง่าย และเปลือกก็ทิ้งลงดินได้ กลายเป็นปุ๋ยได้อีกแน่ะ แต่ก็ต้องระวังนะคะ ก่อนจะกินก็ต้องดูก่อนว่าถั่วดินต้มนั้นสดใหม่อยู่หรือเปล่า เพราะถ้ามันเริ่มมีกลิ่นตุๆ ก็แสดงว่าเริ่มจะเสียแล้ว ถ้ากินเข้าไปล่ะก็ปวดท้องไม่รู้ด้วยนะคะ.
มะม่วงดอง
แหม พูดถึงยำมะม่วงแล้วจะพลาดรายการ มะม่วงอีกอย่างหนึ่งได้ยังไงละคะ ก็มะม่วงดองไงละคะ มีให้กินแทบทุกฤดู พอถึงฤดูร้อน มะม่วงออกลูกเยอะ กินกันไม่ทันก็จับเอามาใส่ไหดองไว้เสียเลย กินกันได้ทั้งปี
มะม่วงที่เรานิยมเอามาดองกันก็คือ มะม่วงแก้ว ค่ะ คัดเอาลูกสวยๆ ล้างน้ำให้สะอาดแล้วเรียงใส่ในไห ใส่เกลือลงไปหลายกำมือทีเดียวแหละค่ะ แล้วแต่ว่าใครอยากให้มะม่วงออกมาเค็ม เปรี้ยวแค่ไหน เสร็จแล้วก็เอาน้ำต้มอุ่นเทลงไปจนท่วมมะม่วง แล้วหาอะไรหนักๆมาทับมันไว้ไม่ให้ลอยตุ๊บป่องขึ้นมา
เสร็จสรรพดีแล้วก็หาถุงพลาสติกมาปิดฝาเสียให้แน่นหนา ทิ้งไว้ประมาณ 3 เดือน ก็จะได้มะม่วงดองที่ "หล้ม" คือได้ที่แล้วนั่นแหละค่ะ ถ้าจะทานก็เอาไปล้างน้ำให้สะอาด แล้วก็ฝานจิ้มกินกับพริกเกลือ หรือน้ำพริกสูตรต่างๆแล้วแต่ชอบค่ะ สูตรนี้พวกคอเหล้าตอง หรือคอเหล้าดองยาชอบกันนักแล
บางคนอาจจะชอบมะม่วงดองที่ออกรสหวาน แต่ไม่ถึงกับเป็นมะม่วงแช่อิ่ม ก็จะเอามะม่วงดองนั้นมาล้างให้สะอาด ฝานออกเป็นชิ้นใส่ภาชนะที่มีฝาปิดแล้วเทน้ำปูนใสลงไปแช่ไว้สักคืนหนึ่ง เพื่อให้มะม่วงนั้นกรอบแล้วเทน้ำปูนใสออกแล้วเคี่ยวน้ำตาลจนออกรสหวานจัดเทลงไปในภาชนะที่ใส่มะม่วงดองฝานไว้แล้วนั้น โดยต้องคอยเอาน้ำนั้นออกมาต้มทุกวัน และเติมน้ำตาลลงไปอีกหน่อย แล้วจึงเอากลับไปแช่ไว้เหมือนเดิม
ทุกอย่างนี้ทุกวันประมาณ 5 วัน ก็จะได้มะม่วงดองรสชาติหวาน กรอบ อร่อยค่ะ.
มันอี่มุ
มันอี่มุ หรือ บางที่เรียก มันมู้ นั้น ไม่รู้เหมือนกันว่าภาคอื่นๆจะเรียกว่าอะไร แต่ว่าเท่าที่พบนั้น มันอี่มุมีแต่ในภาคเหนือเท่านั้นค่ะ เป็นหัวมันที่ไม่ได้อยู่ใต้ดิน แต่เป็นเครือเถา
เนื้อข้างในของมันอี่มุมีสีม่วงอ่อนคล้ายๆกับเผือกค่ะ รสชาติก็ใกล้เคียงกัน วิธีทานก็ใช้หมกให้สุกแล้วลอกเปลือกออกจิ้มน้ำตาลกิน อร่อยทีเดียวค่ะ
เวลาหน้าหนาว ถ้าก่อกองไฟเผาข้าวหลามกันแล้ว โดยมากก็มักจะเอามันอี่มุหมกขี้เถ้ากินกันร้อนๆ อร่อยอย่าบอกใครเลยแหละค่ะ เรียกว่าเป็นเสน่ห์ของฤดูหนาวอีกอย่างหนึ่งก็ได้นะคะ.
ยำมะขามป้อม
ยำมะขามป้อมเป็นอาหารว่าง ที่บรรดาคอทองแดงต้องน้ำลายสอกันทีเดียวล่ะค่ะ ทุกคนคงรู้จักมะขามป้อมและเคยทานนะคะ รสชาติฝาดๆเฝื่อนๆของมะขามป้อมนั่นเป็นยาได้ด้วย และแม้ว่ามันจะทำให้ต้องหน้าเบ้เวลากัดคำแรก แต่พอเรากลืนน้ำลาย หรือดื่มน้ำตามไปล่ะก็ โอ้โห..น้ำที่ดื่มช่างหวานอร่อยเสียจนลืมไม่ลงเลยแหละค่ะ
บรรดาคอทองแดงไม่ว่าจะคอเหล้าตอง หรือเหล้าดองยา ต้องมีมะขามป้อมเป็นเครื่องแกล้มจึงจะครบสูตร แต่บางคนไม่ชอบรสชาติที่ฝาดเปรี้ยว ของมะขามป้อมก็เอาไปดองเสียก่อนแล้วจึงเอามายำ วิธีการก็ไม่ยากค่ะ
ก่อนอื่นก็ต้องเอามะขามป้อมไปล้างน้ำให้สะอาดแล้วเอาไปดองในน้ำเกลือสัก 5-7 วัน พอให้ความเค็มของเกลือไปดับความเปรี้ยว ความฝาดได้บ้างแล้ว ก็เอามะขามป้อมมาทุบพอบุบ แล้วคลุกด้วยน้ำตาลปี๊บ น้ำปลา กุ้งแห้ง พริกป่น เครื่องปรุงก็คล้ายๆกับยำมะม่วงนั่นแหละค่ะ คลุกเคล้ากันจนเข้ากันดีแล้วก็ยกไปไว้กลางวงได้เลยค่ะ รับรองเดี๋ยวเดียวก็หมดจาน.
ยำมะม่วง
พูดถึงฤดูร้อนทีไร พูดถึงเทศกาลสงกรานต์ทีไร นอกจากอากาศร้อนๆแล้ว สิ่งที่ชวนให้คิดถึงก็ยังมีมะปรางหวาน และมะม่วงที่เพิ่งโตเต็มที่ในช่วงสงกรานต์นั่นแหละค่ะ พูดถึงทีไรก็ชวนให้น้ำลายสอทุกทีเลย
ในวันพญาวันของเทศกาลสงกรานต์ หลังจากไปทำบุญที่วัดแล้ว ก็จะยกโขยงกันไปรดน้ำดำหัวผู้เฒ่าผู้แก่ตามบ้านต่างๆ เด็กๆก็สนุกกับการได้สาดน้ำกัน พอไปถึงบ้านแต่ละบ้านก็จะมีอาหารสารพัดสารพันมาต้อนรับ หนึ่งในนั้นก็จะมียำมะม่วงนี่แหละค่ะ มีให้ชิมกันแทบทุกบ้านเลยทีเดียว
ยำมะม่วงทำไม่ยากค่ะ ก็แค่ปอกเปลือกมะม่วงออกแล้วฝานบางๆ ใช้มีดสองคมฝานก็ยิ่งดีจะได้แผ่นมะม่วงที่บางดีจริงๆ แล้วก็คลุกด้วยน้ำปลา น้ำตาล พริกป่น กุ้งแห้ง ใครชอบรสชาติไหนก็หนักเครื่องปรุงอันนั้นเข้าไว้ แค่นี้ก็ได้ยำมะม่วงที่เปรี้ยว และน้ำยำที่รสชาติกลมกล่อมแล้วล่ะค่ะ
เฮ้อ แค่พูดถึงก็น้ำลายสอเสียแล้วสิคะ แหม อยากจะให้สงกรานต์มาถึงไวๆจังเลยน้อ.
ข้าวหมาก
พอเข้าหน้าร้อนมาทีไร บรรยากาศก็ดูจะคึกคักสดใสขึ้นมาทันตาเห็น ทั้งอาหารการกินก็ดูจะมีให้ชิมกันหลากหลาย ยิ่งช่วง "ปี๋ใหม่เมือง" หรือสงกรานต์ ก็ยิ่งมีมากมาย ทั้งอาหารที่ทำทานกันตามความเชื่อ เช่น ตำขนุน แกงขนุน ก็ดี หรือว่าอาหารว่างที่มีให้ทานเฉพาะฤดู (และจะอร่อยที่สุดเมื่อทานในช่วงฤดูนั้นๆ) เช่น ตำมะม่วง ยำมะม่วง หรือไม่ก็จะเป็นเมนูที่ทานอร่อยในช่วงอากาศร้อนๆ เช่น ข้าวหมาก เป็นต้น
ข้าวหมาก รสหวานทานอร่อย แต่ไม่ค่อยมีคนทำทานกันเองมากเท่าไหร่ เพราะว่าต้องใช้เวลานานและวิธีการทำดูจะยุ่งยากไม่น้อย แม้ว่าส่วนผสมจะมีเพียงแค่ 2 อย่างเท่านั้น
เราลองมาดูส่วนผสมกันก่อนไหมคะว่ามีอะไรบ้าง แล้วจากนั้นลองมาดูวิธีทำ ถ้าเห็นว่าไม่ยุ่งยากก็ลองทำทานกันเองในบ้านดูนะคะ
ส่วนผสม
แป้งข้าวหมาก ข้าวสารเหนียว แม้ว่าส่วนผสมจะมีเพียงแค่ข้าวสารกับแป้งข้าวหมาก แต่ว่าวิธีการไม่น้อยเหมือนส่วนผสมหรอกนะคะ ก่อนอื่นก็ให้นำข้าวสารนั้นมาซาวน้ำ แล้วนำไปนึ่งจนสุก จากนั้นเอาข้าวเหนียวที่นึ่งสุกมาล้างจนสะอาด ตำแป้งข้าวหมากจนละเอียด (อาจใช้แป้งข้าวหมาก 1 ลูกต่อข้าว 3 ลิตร) เมื่อนำแป้งข้าวหมากมาผสมกับข้าวเหนียวสุกและคลุกเคล้าจนเข้ากันดีแล้ว ก็เทใส่ในกะละมัง กดข้าวให้แน่น แล้วทำรูไว้ตรงกลาง ปิดฝาทิ้งไว้ประมาณ 3 คืน ก็นำมารับประทานได้ ถ้าทุบน้ำแข็งโรยหน้าก็จะทำให้รสชาติดีขึ้น
รสชาติของข้าวหมากก็จะหวานจัด ทานเยอะๆอาจจะมึนนิดหน่อย เพราะว่ามีแอลกอฮอล์ปนอยู่จากการหมักข้าว แต่ว่าจะกี่ดีกรีนั้น แล้วแต่ระยะเวลาของการหมักนะคะ ใครที่ไม่ใช่คอทองแดงก็อย่าทานมากนะคะ เดี๋ยวจะคอพับคออ่อนไปเสียก่อน แต่สำหรับคอทองแดงนั้น คงจะไม่ค่อยชอบทานเท่าไหร่เพราะมัน "อ่อน" ไปค่ะ.
มี "เจี้ยก้อม" ของล้านนาเรื่องหนึ่งพูดถึงลูกเขยคนไทยมาอยู่ร่วมชายคา กับพ่อเมียแม่เมียแล้วไม่เข้าใจภาษาเหนือจนเกิดเรื่องราวตลกโปกฮา เรื่องมีอยู่ว่า มีครอบครัวหนึ่งได้ลูกเขยใหม่เป็นคนไทยพูดคำเมืองก็ไม่เป็น ฟังก็ไม่ค่อยออก ฝ่ายพ่อตาแม่ยายนั้นก็พูดไทยไม่ค่อยเป็น ถึงเวลาทานข้าว พ่อตาแม่ยายก็จะเอาใจชวนกินโน่นกินนี่ แต่ลูกเขยก็กินได้บ้างไม่ได้บ้าง จนพ่อตาชักรำคาญเลยชวนว่า
"อะหยังก็กินบ่ได้ จะอั้นกินกระบองก็แล้วกันเน้อ"
ลูกเขยได้ยินคำว่ากระบองก็ตกใจ วิ่งลงบ้านไป เพราะเข้าใจผิดคิดว่าพ่อตาจะเอากระบองมาตี แต่จริงๆแล้ว "กระบอง" ก็คือชื่ออาหารว่างชนิดหนึ่งของล้านนาซึ่งมีรสชาติอร่อยอย่าบอกใคร
กระบองทำมาจากฟักทองชุบแป้งที่ผสมกับพริกแกงแล้วเอาไปทอด ดังนั้นกระบองจึงมีรสชาติกลมกล่อมทั้งรสหวานจากฟักทอง และรสเค็มเผ็ดจากพริกแกง และเมื่อได้จิ้มน้ำจิ้มรสเด็ดแล้วก็ยิ่งอร่อย
ส่วนผสมต่างๆ ในการทำกระบอง มีดังนี้ค่ะ
ฟักทอง แป้งข้าวจ้าว แป้งหมี่ (แป้งมัน) แป้งทอดกรอบ พริกแกงส้ม น้ำตาล น้ำมะขาม พริกขี้หนู เกลือ ผักชี ถั่วลิสง เริ่มแรกก็หั่นฟักทองเป็นชิ้นๆ ยาวประมาณ 2-3 นิ้ว กว้างยาวเท่ากัน ไม่ต้องหั่นหนามากนัก เพราะจะไม่สุก จากนั้นก็นำชิ้นฟักทองไปคลุกกับเกลือ เพื่อไม่ให้ฟักทองแข็งเกินไป จากนั้นก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด
เสร็จแล้วก็นำน้ำตาล เกลือ และพริกแกงส้มใส่ลงไป แล้วคลุกให้เข้ากัน จากนั้นนำแป้งข้าวจ้าว แป้งหมี่ และแป้งทอดกรอบซึ่งละลายน้ำผสมกันแล้วเทใส่ลงไป คลุกเคล้าจนเข้ากันดี จากนั้นนำฟักทองที่คลุกแป้งจับเป็นก้อนประมาณ 6-7 ชิ้นลงทอดในน้ำมันร้อน รอจนแป้งเหลืองกรอบดีจึงยกขึ้นมาพักสะเด็ดน้ำมัน รับประทานกับน้ำจิ้ม มีส่วนผสมคือน้ำ น้ำตาล น้ำมะขามเปียก พริกและถั่วลิสงโขลก นำไปต้มเข้าด้วยกัน แล้วโรยหน้าด้วยผักชี
เท่านี้ก็ได้น้ำจิ้มกระบองรสชาติหวาน เปรี้ยวเข้มข้นไว้รับประทานกับกระบองทอดแสนอร่อยชนิดที่ถ้าลูกเขยได้ชิมเห็นทีจะไม่ยอมกระโดดจากลงบ้านแน่ๆค่ะ
มะม่วงแผ่น
พูดถึงอาหารคาวมาก็มากแล้วนะคะ มาดูอาหารหวานหรืออาหารว่างของล้านนา ก็มีไม่น้อย และที่ทำมาจากพืชผักผลไม้ก็มีเช่นกัน ตอนนี้ที่นึกออกก็มี "มะม่วงแผ่น" หรือที่ภาคกลางเรียกส้มลิ้มนั่นแหละค่ะ
เข้าหน้าร้อนมา มะม่วงก็เยอะเหลือเกิน ใครมีสวนมะม่วงแล้วถึงช่วงที่มะม่วงกำลังสุกกันล่ะก็ เก็บขาย เก็บทานไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว วิธีถนอมอาหารอีกอย่างหนึ่งก็คือ จับมาทำเป็นมะม่วงแผ่นเก็บไว้ทานเสียเลยดีกว่าค่ะ
ส่วนผสมก็ไม่มากเลยค่ะ แต่อาจจะใช้เวลานิดหน่อยในการทำ ลองดูนะคะ
มะม่วงสุก เกลือ อุปกรณ์
ใบตองตึง หม้อเคี่ยว เมื่อเก็บมะม่วงสุกมาได้แล้ว ก็จัดการปอกเปลือกแล้วสับเนื้อมะม่วงให้เละใส่ลงในหม้อ ยิ่งถ้ามีมะม่วงหลายพันธุ์ปะปนกันก็จะทำให้มะม่วงแผ่นของเรามีรสชาติอร่อยหลากหลายขึ้น แต่ส่วนใหญ่ถ้าหามะม่วงอกร่องก็เยี่ยมเลยค่ะ เพราะมะม่วงอกร่องให้รสหวานกลมกล่อม กลิ่นหอม อร่อย แต่เดี๋ยวนี้เริ่มหามะม่วงอกร่องทานกันได้ยากแล้วค่ะ เพราะชาวสวนหันมาปลูกมะม่วงมันจากต่างถิ่นแทนเสียหมด
พอสับมะม่วงได้มากพอตามความต้องการแล้ว ก็อาจจะใช้ตะหลิวช่วยสับด้วย เอาให้เละเป็นโจ๊กเลยนะคะ แล้วก็เติมเกลือนิดหน่อย เพื่อตัดรสหวานแล้วยกหม้อขึ้นตั้งไฟ เคี่ยวด้วยไฟอ่อนๆ แล้วคนสม่ำเสมอ เพราะถ้าไม่คนตลอด มะม่วงที่อยู่ก้นหม้อก็อาจจะไหม้ได้ง่ายค่ะ
หลังจากที่เคี่ยวจนงวดแล้ว เนื้อมะม่วงเริ่มเหนียวได้ที่ ก็ยกลงจากเตา รอให้เย็นลงแล้วค่อยใช้ช้อนตักมะม่วงที่เคี่ยวไว้มาทาลงบนใบตองตึงที่เช็ดสะอาด ทาให้สม่ำเสมอและหนาพอควร อาจจะทาจนเต็มแผ่นเป็นรูปใบตองหรือจะทาเป็นวงกลม ก็แล้วแต่ความถนัดและความชอบค่ะ
จากนั้นก็เอาใบตองตึงที่ทามะม่วงเคี่ยวแล้วไปตากบนแผ่นคา ตากแดดจัดสักหนึ่งแดดแล้วก็ลอกเอาแผ่นมะม่วงกลับบ้าน ตากอีกหนึ่งแดดก็ใช้ได้ค่ะ มะม่วงจะแห้งเป็นมัน เสร็จแล้วก็เก็บใส่โหล อาจจะม้วนเป็นแท่งก่อนเก็บก็ได้นะคะ.
รถด่วน
พูดถึงหนอน หรือแมลงแล้ว อาหารพื้นเมืองนี่เราสามารถจับมาทำเป็นอาหารได้มากมายนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแมงมันคั่ว น้ำพริกต่อ หรืออีกเมนูหนึ่งที่ขึ้นชื่อไปทั่วประเทศแล้ว นั่นก็คือ "รถด่วน" ค่ะ
รถด่วน เป็นชื่อเรียกด้วงไม้ไผ่ทอดที่ตอนนี้กำลังเป็นอันดับ ยอดฮิตของอาหารแปลกกันทีเดียว สนนราคาก็ใช่ว่าจะน้อยๆนะคะ เพราะด้วงไม้ไผ่นี่จะมีมากก็ตามฤดูกาลเท่านั้น และก็ยากที่จะหาคนเชี่ยวชาญที่จะรู้ว่าไผ่ต้นไหน ปล้องไหนจะมีด้วงอยู่ ดังนั้นราคาขายด้วงไม้ไผ่ที่ยังไม่ได้ทอดจึงสูงถึงกิโลกรัมละ 300-400 บาทเลยทีเดียว
แทบทุกคนเมื่อเห็นด้วงไม้ไผ่หรือหนอนที่น่าขยะแขยง ไต่กันยั้วเยี๊ยแล้วอยากจะหนีไปให้ไกลๆ ใช่ไหมละคะ พอทอดออกมาเป็นสีเหลืองทอง ก็ชักลังเลแต่ก็ยังนึกถึงภาพหนอนที่เดินไต่กระดุบๆ ก็ยังทานไม่ลง แต่พอให้ชิมไปตัวแรกเท่านั้นแหละค่ะ แทบจะทุกคนก็ลืมความน่าขยะแขยงของด้วงไม้ไผ่ไปเสียอย่างนั้นแหละ เท่านั้นไม่พอยังขอทานอีกหน้าตาเฉยก็มี
วันนี้เราจะมาดูกันค่ะว่ารถด่วนที่ใครๆ ติดใจนั้นมีเครื่องปรุงอะไรบ้าง
ด้วงไม้ไผ่ น้ำปลา พริกไทยป่น เริ่มแรกก็ต้องตั้งกระทะบนเตา ใส่น้ำมันสำหรับทอดค่อนข้างมากหน่อย เพื่อที่ด้วงจะได้พองฟูเต็มที่ ไฟที่ใช้ทอดก็ใช้ไฟอ่อน พอน้ำมันร้อนแล้วก็เทด้วงไม้ไผ่ลงไป ตัวด้วงเมื่อโดนความร้อนก็จะเหยียดตัวตรงทุกตัวเลยค่ะ ให้คนพลิกกลับไปมาขณะทอดอยู่เรื่อยๆ จนสังเกตว่าตัวด้วงเริ่มเป็นสีเหลืองก็ตักขึ้นมาพักให้สะเด็ดน้ำมัน แล้วคลุกเคล้าด้วยน้ำปลาและพริกไทยป่น
เท่านี้ก็ได้อาหารว่างที่แสนพิสดาร (แต่อร่อย) ไว้ทานกันแล้วค่ะ แต่ก็ขอแนะนำด้วยความหวังดีว่าถ้าหากท่านเกลียดกลัวหนอนแต่ชอบยังชอบทานรถด่วน เข้าสุภาษิตที่ว่า "เกลียดตัวกินไข่ เกลียดปลาไหลกินน้ำแกง" แล้วล่ะก็ ขอแนะนำให้ไปหาซื้อที่เขาทอดเสร็จแล้วทานจะดีกว่าค่ะ