อุณหภูมิแม่สายขณะนี้
การละเล่นของคนล้านนา
ความหมายของการเล่นพื้นบ้าน
การเล่น มีความหมายกว้างครอบคลุมถึงทั้งการแสดง มหรสพ กีฬา และนันทนาการ หรือกิจกรรมใด ๆ ก็ตามที่ช่วยให้ผู้กระทำเกิดความบันเทิงใจ ซึ่งเป็นพฤติกรรมส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ทุกเพศทุกวัย
การเล่นพื้นบ้าน คือการเล่นที่เป็นประเพณีนิยมในแต่ละท้องถิ่น มีทั้งการเล่นของเด็กและการเล่น ของผู้ใหญ่ เป็นกิจกรรมที่เล่นสืบทอดกันมาในท้องถิ่นแต่ครั้งบรรพบุรุษ การเล่นพื้นบ้านมักจะสัมพันธ์กับพิธีกรรมและวัฒนธรรม พื้นบ้านด้านอื่น ๆ ตลอดจนสะท้อนให้เห็นถึงชีวิตและสังคมท้องถิ่นนั้น ๆ
ลักษณะของการเล่นพื้นบ้าน 1. ไม่ทราบกำเนิดหรือที่มา แต่มีลักษณะแสดงถึงความต่อเนื่องเชื่อมโยงระหว่างอดีตกับปัจจุบัน กล่าวคือสืบทอดเล่นกันมาแต่บรรพบุรุษ และมีลักษณะไม่แน่นอนตายตัว แปรเปลี่ยนไปตามความนิยมของแต่ละท้องถิ่นและยุคสมัย
2. การเล่นพื้นบ้าน มีจุดมุ่งหมายเพื่อความบันเทิงสนุกสนานเป็นสำคัญ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกาย เป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาร่างกาย อารมณ์ สังคมและจิตใจของคนทุกเพศทุกวัย และยังเป็นสิ่งแสดงเอกลักษณะของท้องถิ่นด้วย
3. การเล่นพื้นบ้านที่เป็นมหรสพหรือการแสดง มักจะมีการเล่นดนตรี ขับร้องเพลงและฟ้อนรำเป็นองค์ประกอบด้วย ด้วยเหตุนี้จึงกล่าวได้ว่า ดนตรีและนาฏศิลป์ พื้นบ้านเป็นการเล่นพื้นบ้านประเภทหนึ่ง
4. การเล่นพื้นบ้านที่เป็นกีฬาและการแข่งขัน มักจะมีกติกากำหนดบทบาทของผู้เล่น ซึ่งมีทั้งการเล่นของเด็กและการเล่นของผู้ใหญ่ การเล่นของทั้งสองวัย อาจจะแตกต่างกันในรายละเอียดและอาจจะคล้ายคลึงกัน ทั้งนี้เพราะเด็กมักจะเล่นเลียนแบบกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ใหญ่เสมอ
5. การเล่นพื้นบ้านนอกจากจะให้ความสนุกสนาน เป็นการพักผ่อนหย่อนใจหรือคลายความเครียดจากภารกิจต่าง ๆ แล้ว ยังอาจสัมพันธ์กับพิธีกรรม ความเชื่อ หรือวัฒนธรรมพื้นบ้านด้านอื่น ๆ เช่น การเล่นเข้าทรงผีมาจากความเชื่อในเรื่องภูตผี วิญญาณ เป็นต้น หรืออาจเป็นการเล่นที่เลียนแบบมาจากชีวิตจริง เช่น เด็กเล่นเก็บของป่า เป็นการเลียนแบบชีวิตผู้ใหญ่ และเป็นการฝึกการเรียนรู้อีกด้วย เป็นต้น
6. การเล่นพื้นบ้านแต่ละชนิด จะมีขึ้นตามโอกาสต่าง ๆ กันออกไป มีทั้งการเล่นในยามว่าง เล่นในงานพบปะชุมนุมกัน หรือเล่นในงานเทศกาลต่าง ๆ แล้วแต่โอกาสและความเหมาะสม
7. การเล่นพื้นบ้านหลายอย่างที่ได้เสื่อมสูญไปจากท้องถิ่น เนื่องจากรับอิทธิพลของวัฒนธรรมสมัยใหม่ และวิถีชีวิตที่แปรเปลี่ยนไปในสังคมท้องถิ่นปัจจุบัน การเล่น พื้นบ้านบางอย่างจึงคงเหลืออยู่เพียงในความทรงจำของผู้เฒ่าผู้แก่ ไม่เป็นที่รู้จักของคนรุ่นใหม่ สมควรที่จะได้ค้นคว้าจดบันทึกไว้ เพื่อประโยชน์ในการ ศึกษาวัฒนธรรมพื้นบ้านที่เคยมีมาในอดีตและเพื่อให้ชนรุ่นหลังได้รู้จัก
การละเล่นพื้นเมือง การละเล่นต่าง ๆ ของพื้นเมืองของภาคเหนือมาแต่โบราณนั้น มีอยู่หลายอย่างด้วยกัน และยังไม่เคยมีการบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ข้าพเจ้าได้สอบถามกับผู้เฒ่าผู้แก่ ก็ได้รับคำบอกเล่าว่า การละเล่นของพื้นเมืองแต่อดีตสมัยนั้น มีหลายอย่างด้วยกัน คือ 1. ม้าจกคอก คือใช้คนเล่น 3-4 คนก็ได้ การเล่นคือ ใช้คนคอยเคาะไม้ไผ่แห้งแล้ว ท่อนหนึ่งยาวประมาณ 1 วาเศษ ใช้ไม้ 2 ท่อน สองคนจับปลายไม้ไว้คนละข้าง แล้วใช้เคาะเป็นจังหวะ 2 จังหวะแรกกระทบกับคานไม้ที่รองรับไม้ จังหวะที่ 3 เอาไม้กระทบกัน ส่วนอีกคนหนึ่ง หรืออีก 2 คน ก็จะเต้นตามจังหวะเข้าออกในระหว่างร่องตรงกลางไม้ที่เคาะนั้น หากผิดจังหวะก็หมายถึงว่าไม้จะต้องเคาะตาตุ่ม
2 .เล่นหมากบ้า (คือสะบ้า)
3. เล่นมะกอน ซึ่งใช้เมล็ดมะขามใส่ถุงผ้าเล็ก ๆ ขนาดพอจับได้ การเล่นมักจะเล่นกันฝ่ายละสองคนหรือกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจะยืนห่างกันประมาณ 2 วาเศษ และมีการโยนถุงมะกอนไปมา หากใครรับไม่ได้ก็จะถูกปรับ หรือบังคับให้ดื่มน้ำ การเล่นมักจะเล่นในระหว่างหนุ่มสาว ในคืนเดือนหงายตามลานบ้าน (ทางเหนือเรียกว่า ข่วงบ้าน) โดยหนุ่มสาวจะจับคู่กันเป็นคู่ ๆ เล่นกันไป เกี้ยวพาราสีกันไปอย่างสนุกสนาน และในเทศกาลตรุษสงกรานต์ก็เล่นเช่นเดียวกัน
4. ตะกร้อ (เมืองเหนือเรียกว่า เล่นมะต้อ) วิธีเล่นก็เช่นเดียวกับทางภาคกลาง
5. ชนไก่ การเล่นชนไก่ มักจะมีการพนันกันด้วย และวิธีเล่นต่อรองกันเช่นเดียวกับภาคกลางและภาคอื่น ๆ
6.ชนโค-กระบือ มักนิยมเล่นกันเป็นท้องถิ่น และมีการเดิมพันพนันกันด้วย
7. ชนกว่าง กว่างคือตัวแมลงชนิดหนึ่ง คล้ายด้วงมะพร้าว แต่ไม่ใช้ด้วงมะพร้าวอย่างที่เข้าใจกันแน่ แต่ตัวมีขนาดเท่าเดียวกัน แต่มีเขายาวกว่า กว่างมีหลายชนิด เรียกกันว่ากว่างกิ (คือกว่างเขาสั้นนิดเดียว ชนิดนี้ไม่นิยมใช้ชนกัน เพราะเขาสั้นมาก), กว่างซ้ง คือกว่างที่นิยมใช้ชนกัน มีเขายาว และมีสีต่าง ๆ เช่น สีแดงเข้ม เรียกว่า ผู้หาง หากสีดำ เรียกว่า ผู้ฮัก และอีกชนิดหนึ่งเรียกว่า กว่างแซม นิยมใช้ชนเหมือนกัน แต่ตัวมักจะเล็กกว่ากว่างซ้ง เป็นที่น่าสังเกตว่า กว่างตัวเมีย (หรือที่เรียกว่า กว่างแม่ นั้นไม่มีเขา ทางเหนือเรียกกว่างแม่อีลุ้ม เวลาเลี้ยงใช้เชือกเส้นเล็ก ๆ ผูกที่ปลายเขา ซึ่งมีแฉกไว้ แล้วปักไว้บนท่อนอ้อย กว่างชอบกินอ้อย กล้วยน้ำว้า (ทางเหนือเรียกว่า กล้วยใต้) และบวบ (ทางเหนือเรียก มะนอย กว่างสำหรับชน จะได้รับการเอาใจใส่จากเจ้าของเป็นอย่างดี มีการเอาน้ำเย็นพ่น เรียกว่า อาบน้ำกว่าง มีการเอาผึ่งน้ำเหมย เรียกว่า เอาจ๋ายเหมย ซึ่งถือว่ากว่างที่เอาจ๋ายเหมยนั้นจะแข็งแรง และต้องระมัดระวังไม่ให้ใครเอายาฉุน (ยาสูบ) ไปให้มันกินน้ำยาฉุนเป็นอันขาด เพราะจะทำให้มันเมาน้ำยา ไม่มีแรงที่จะสู้กับคู่ต่อสู้ การเล่นชนกว่างมักจะเล่นกันในราวเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน ของทุกปี และต้องขออนุญาตจากทางบ้านเมือง ตั้งเป็นบ่อนกว่าง นัดชนกันสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง และมักจะมีนักเลงกว่างนำกว่างไปชนตามวันนัดอย่างคับคั่ง และมีการพนันเอาเงินกันด้วย กว่างที่มีฝีมือดี ตัวหนึ่ง ๆ ราคาตั้งหลายร้อยบาท และเดิมพันนับเป็นร้อย-พันบาทขึ้นไป แต่กว่างนี้มีชีวิตอยู่อย่างมากไม่เกิน 3 เดือน ก็ตายไปตามธรรมชาติ วิธีชนกว่าง วิธีชนกว่างนั้น จะต้องชนกันบนคอน และมีการตั้งน้ำให้กำหนดยก หรือบางทีนับเอาที่มัน "คาม" กัน คาม หมายถึงว่า มันเอาเขาหนีบกันและใช้แรงผลักกันไปผลักกันมามักจะนานชั่วหลายนาที และเวลามันคามกัน มักก็มักจะทำเสียงดัง แซ่ ๆ ด้วย) กำหนดเวลาที่ใช้ชนกันเรียกว่าน้ำหนึ่ง จะตกลงชนกันกี่น้ำก็ได้ แต่ส่วนมากมักจะชนกันจนถึงที่สุด ให้รู้ว่าฝ่ายใดจะแพ้หรือชนะ การชนใช้ชนบนคอน (ที่ทำด้วยไม้แกนปอ เพื่อให้กว่างเกาะได้) ตรงกลางคอนจะมีหลุมเจาะไว้สำหรับใส่ตัวเมีย เวลากว่างไม่สู้ เขาก้จะเอากว่างตัวผู้มาดม พอได้กลิ่นตัวเมียมันจะฮึดฮัดสู้ทันที เวลาชน จะมีผู้ถือหางมาถือคอน ฝ่ายละ 1 คน คนทั้งสองมีหน้าที่คอยเอาไม้ทำเป็นเหลี่ยมผัดที่คอน มีเสียงดังแกรก ๆ ซึ่งคล้ายเป็นกลองให้มันฟังเวลามันชนกัน และจะคอยหมุนคอนให้มันขึ้นอยู่ข้างบนเสมอ การถือคอนนี้สำคัญมาก มักจะมีการเอารัดเอาเปรียบกันจากการบิดคอนเสมอ ซึ่งมักจะทำให้เกิดเรื่องชกต่อยกันขึ้น ฉะนั้น การชนกว่างที่ทางราชการอนุญาตให้ตั้งบ่อน จึงอนุญาตให้ชนแต่เวลากลางวัน เวลากลางคืนห้ามเด็ดขาด การชนกว่างเป็นการเล่น (และเป็นการพนันด้วย) ที่ชาวเหนือนิยมมาก เพราะปีหนึ่ง จะเล่นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น และเป็นกีฬาที่มีเฉพาะแต่ในภาคเหนือเท่านั้น.
8. เล่นแสง (หรือเสือตกถัง) การเล่นแสงนี้ นิยมเล่นกันในงานเฮือนเย็น (งานศพ) แต่มีการพนันเอาเงินกัน นอกจากมีการป้ายปูนกันเท่านั้น การเล่นก็มีการเดินไปตามตาแสง (คือ ช่องที่ขีดขึ้นบนกระดาน หรือไม้กระดาน เป็นช่องคล้ายกระดานหมากฮอร์ส)
9. แข่งกลอง การเล่นแข่งกลองนี้ เป็นการประชันฝีมือในการทำกลอง ซึ่งส่วนมากเป็นกลองยาว ขนาดใหญ่ การแข่งกลองนี้ ที่ยังทำกันอยู่เป็นประเพณีทุกปี ก็คือที่จังหวัดลำพูน มักจะมีการประกวดกันทุกปีในงานเทศกาลสรงน้ำพระธาตุ ที่วัดพระธาตุหริภุญชัย จะมีนักเลงกลองนำกลองมาจากวัดต่าง ๆ โดยบรรทุกเกวียน (เมืองเหนือเรียกว่า ล้องัว คือเกวียนเทียมโค) มายังที่วัด ซึ่งเขาจะตั้งคณะกรรมการตัดสินและมีเงินสดเป็นรางวัล เมื่อแข่งขัน ก็ให้ต่างคนต่างก็ตีกลองด้วยมือเปล่า ซึ่งคนตีจะเอาผ้าพันมือไว้ แล้วก็รัวลงไปบนหน้ากลองเสียงดังสนั่นหวั่นไหว ของใครดังกว่าคนนั้นชนะ หยิบเอาเงินรางวัลไปตามธรรมเนียม
การละเล่นของเด็ก 1. สิกไม้ย่างก๋างเก๋ง เป็นการละเล่นสวมรองเท้าต่อขาให้สูงขึ้น ไม้ก๋างเก๋งที่ใช้เล่นมี 2 อย่าง คือ อย่างหนึ่งทำด้วยกะลามะพร้าวผ่าครึ่งคู่หนึ่ง วางคว่ำลงกับพื้น เจาะรูร้อยเชือก ให้มีความยาวพอที่จะดึงในขณะยืนอยู่ได้ ก๋างเก๋งชนิดนี้เรียกว่า ก้อบแก้บ นิยมเล่นในหมู่เด็กผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ที่ไม่กล้าพอที่จะเล่นไม้ก๋างเก๋งสูง ๆ ได้ อีกอย่างหนึ่ง ทำด้วยไม้ไผ่ท่อนเล็ก ๆ ยาวประมาณ 1-2 วา คู่หนึ่ง และไม้ไผ่ท่อน โตยาวประมาณ 1 คืบคู่หนึ่ง เจาะรูไม้ท่อนใหญ่ให้ทะลุไปอีกด้านหนึ่ง หาไม้เหนียว ๆ มาสอดเข้าไปในรู เพื่อทำเป็นสลัก เอาไม้ท่อนโตที่เจาะรูไว้ สวมลงไปทางปลายของไม้ไผ่ท่อนเล็ก ให้เลื่อนลงมาอยู่ตรงสลัก เวลาเล่นก็ขึ้นเหยียบบนไม้ไผ่ท่อนโต มือจับไม้ท่อนเล็ก ให้ได้ฉากกับพื้น แล้วใช้ง่ามเท้าคีบไม้ท่อนเล็กไว้ แล้วก้าวเดินไปคล้ายกับการเดินธรรมดา
2. การเล่นกล้องถบ มีลักษณะคล้ายกับปืนแก๊บ
3. สิกจุ่งจา หรือเล่นชิงช้า การเล่นชิงช้ามีอยู่ทั่วไปในโลก ในล้านนา ชิงช้าก็เป็นของเล่นที่แพร่หลายที่สุด ส่วนใหญ่ทำกันง่าย ๆ โดยใช้เชือกเส้นเดียวสอดเข้าไปในรูกระบอกไม้ซาง แล้วผูกปลายเชือกทั้งสองไว้กับต้นไม้ หรือพื้นเรือน
4. ปี่ตอซัง เป็นของเล่นสำหรับเป่าให้เกิดเสียงคล้ายกับเสียงนกหวีด วัสดุที่ใช้ทำคือ ตอซังข้าว นำมาตัดตาปล้องทางโคนทิ้งไป แล้วปาดผิดให้แฉลบลึกลงไปหาตาปล้องที่เหลืออยู่ ให้มีความยาวประมาณ 1 ซม. เวลาเป่าให้อมส่วนที่ปาดแฉลบนี้ไว้ในปาก แล้วเป่าดู โดยปรับเสียงได้โดยการเฉือนทางโคนออกให้สั้นเข้ามาเรื่อย ๆ จนได้เสียงที่ต้องการ
5. การชนกว่าง กว่างคือแมลงปีกแข็ง ตัวผู้มีเขา นิยมเลี้ยงไว้ชนกัน นิยมเลี้ยงทั้งเด็กและผู้ใหญ่ กว่างมีวัฏจักรชีวิตรอบละ 1 ปีเต็ม แต่ช่วงที่เป็นแลงปีกแข็งจะอยู่ในช่วงกลางฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว เมื่อออกพรรษาก้จะเลิกเล่นกว่างกัน กว่างจะกินอาหารได้หลายชนิด เช่น กล้วย อ้อย หน่อไม้ ลูกบวบ แต่ส่วนใหญ่นิยมใช้อ้อย ปอกให้กว่างดูดแทะกินน้ำหวาน วิธีจับกว่าง วิธีจับกว่างมี 2 วิธี คือ การสว่าย และ การตั้ง การส่วย หรือส่าย คือออกไปเขย่าต้นไม้ที่กว่างชอบบินมาเกาะ เช่น ต้นแพ่ง ถ้ามีกว่างก็จะตกลงมา การตั้ง คือการต่อกว่าง จะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า กรกว่าง ซึ่งทำจากกะลามะพร้าว หงายขึ้น แล้วใช้ไม้ขอ แขวนปักลงตรงกลางกะลา เอาอาหารของกว่างใส่ลงในกะลา แล้วผูกกว่างตัวผู้หรือตัวเมียไว้ในกะลานั้น นำไปแขวนไว้ในที่โล่ง ๆ กว่างตัวอื่น ๆ ก็จะบินมาสมทบ ให้เราเลือกจับตามต้องการ 6. การเล่นปริศนาคำทาย ปริศนาคำทาย มักจะไม่ได้คิดขึ้นเองใหม่ แต่จดจำสืบทอดกันมา ทำให้ปริศนาคำทายสะท้อนภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนในสังคมนั้น ๆ ปริศนาคำทายมีหลายประเภท เช่น
1.ประเภทของใกล้ตัว เช่น "ลุ่มก็ขน บนก็ขน ค่ำมาเอาหน้าชนกัน " (คำเฉลย = ตา) "มาลูน ไปก่อน ( มาทีหลัง แต่ไปก่อน ) " (คำเฉลย = เขี้ยว-ฟัน) 2.ประเภทเล่นคำ เช่น "ขาไป่บ่หื้อว่าไข่ปลา" ( มีดยับ กรรไกร ) "เข้าลึกบ่นัก เข้านักบ่ลึก" (กล่องข้าว) ประเภทของภายในบ้าน เช่น
"ซ้ำตัดซ้ำสูง ซ้ำต่อซ้ำต่ำ ( ยิ่งตัดยิ่งสูง ยิ่งต่อยิ่งเตี้ย)" (ชายคา) "ไอ้แดงแทงไอ้ดำ ไอ้ดำบ่ตาย น้ำลายย้อยปาก" (หม้อต้มขาหมู) "กาสามตัว ขึ้นดอยสามม่อน ตัวขึ้นก่อน ลงลูน" (การนึ่งข้าว)
ฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง ฟ้อนดาบ เป็นศิลปการแสดงที่นิยมกันมากและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายในเขตล้านนา โดยเฉพาะจังหวัดเชียงใหม่นั้น ได้ชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของศิลปวัฒนธรรมประเพณีในเขตภาคเหนือตอนบน มักจะจัดให้มีการแสดงฟ้อนดาบควบคู่ไปกับการฟ้อนที่เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวเป็นอยางดี เช่น ฟ้อนเล็บ ฟ้อนน้อยไชยา ฯลฯ ในเทศกาลที่สำคัญ ๆ ของจังหวัด ซึ่งบางครั้งก็ถึงกับมีการประกวดแข่งขันการฟ้อนดาบเลยทีเดียว นอกจากนั้นบางครั้งหน่วยงานของรัฐหรือเอกชน เช่นโรงแรมต่าง ๆ ก็มักจะจัดการแสดงฟ้อนดาบไว้รวมกับการแสดงอื่น ๆ ในงานต้อนรับแขกเมืองหรือนักท่องเที่ยวผู้มาเยือนในงานขันโตกต่าง ๆ อยู่เสมอ
การฟ้อนดาบ มักนิยมฟ้อนกับดาบจำนวน 2 เล่ม แต่บางครั้งก็จะมีการฟ้อนดาบ 6 เล่ม,12 เล่ม หรือจำนวนมากกว่าให้เห็นอยู่บ้าง แต่ไม่ค่อยจะได้รับชมกันบ่อยเหมือนกับการฟ้อนดาบ 2 เล่ม
ในปัจจุบันมีการประยุกต์การฟ้อนดาบขึ้น โดยการนำเอาผ้าชุบน้ำมันติดปลายดาบแล้วจุดไฟ เรียกว่า "การฟ้อนดาบไฟ" ขึ้นมาอีกประเภทหนึ่ง นัยว่าเป็นการสร้างความบันเทิง ความตื่นเต้นให้ผู้ชมเพิ่มมากขึ้น ส่วน "การฟ้อนเจิง" นั้น มีให้เห็นได้ไม่บ่อยนัก นอกจากบางครั้งจะมีคนเฒ่าคนแก่ฟ้อนให้เห็นในงานบุญสำคัญ ๆ ของวัดต่าง ๆ เช่นงานปอยหลวงเท่านั้น
ฟ้อนเจิง เป็นการแสดงลีลาการฟ้อนและลีลาการต่อสู้ด้วยมือเปล่า ซึ่งมีท่วงท่าที่สง่างามและน่าเกรงขามอยู่ในที ปัจจุบันการฟ้อนเจิงที่สมบูรณ์แบบนั้นหาชมได้ยากแล้ว จะมีให้ได้ชมบ้างก็เพียงเล็กน้อยในการฟ้อนดาบ กล่าวคือช่วงฟ้อนก่อนที่จะมีการหยิบดาบขึ้นมารำนั้น จะทำการฟ้อนด้วยมือเปล่า หรือฟ้องเจิงก่อนเป็นระยะเวลาสั้น ๆ โดยสรุปก็คือได้นำเอาฟ้อนเจิงบางส่วนเข้ามาประกอบก่อนที่จะฟ้อนดาบนั่นเอง
ลีลาการฟ้อน การฟ้อนดาบนั้น ถ้าสังเกตในแต่ละท่าของการฟ้อน ลีลาท่าทางที่มีความสวยงามเหล่านั้น แสดงถึงชั้นเชิงการต่อสู้ทั้งรุกและรับอย่างแคล่วคล่อง หรือบางท่าก็เป็นการยั่วโทษะคู่ต่อสู้ บางท่าก็เป็นการแสดงความกล้าหาญ ฮึกเหิม อวดคู่ต่อสู้ว่าตนมีความคงกระพันชาตรี เช่น "ท่าสีไคล" (คือการนำดาบด้านคมมาลูบไล้ตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย) และการกลิ้งทับดาบ เป็นต้น
การฟ้อนดาบในปัจจุบันสามารถแบ่งประเภทตามลักษณะลีลาการฟ้อนได้ 2 แบบใหญ่ ๆ คือ
1. การฟ้อนเชิงเชียงแสน หรือเรียกอีกอย่างว่า "ลายดาบพื้นเมือง" จะมีลีลาการฟ้อนที่อ่อนช้อยมากกว่า และมักจะมีการเล่นไหล่ในการฟ้อนเป็นส่วนมาก 2. การฟ้อนเชิงแสนหวี หรือเรียกอีกอย่างว่า "ก้าแลว" ซึ่งเป็นลีลาของไทใหญ่ มีความดุดันในลีลาการฟ้อนมากกว่า ผู้ที่เคยชมการฟ้อนดาบอยู่เสมอ หรือผู้ที่คลุกคลีอยู่กับศิลปะการแสดงพื้นเมือง จะสามารถจำแนกได้ทันทีว่า ช่างฟ้อนที่กำลังฟ้อนอยู่นั้น กำลังแสดงการฟ้อนแบบเชียงแสนหรือแสนหวี และในแต่ละแบบของการฟ้อนทั้งเชิงเชียงแสนและแสนหวีนั้น ยังมีลีลาการฟ้อนที่แตกต่างกันออกไป ตามการถ่ายทอดของแต่ละสำนัก หรือครูแต่ละคน เชิงดาบเชียงแสนนั้นส่วนมากจะพบเห็นได้ในจังหวัดเชียงใหม่และลำพูน ส่วนเชิงแสนหวีนั้น พบมากในจังหวัดแม่ฮ่องสอน และบางส่วนของจังหวัดเชียงราย การเรียนการสอน ในอดีต ถือว่าผู้ชายแทบทุกคนจะต้องเสาะแสวงหาและเรียนเชิงดาบเอาไว้เพื่อป้องกันตัว หรือฝึกอาไว้ใช้ในยามศึกสงคราม อีกอย่างหนึ่งเป็นค่านิยมของผู้ชายในสมัยก่อน เพื่อแสดงถึงความกล้าหาญ ความเข้มแข็งและเพื่อปกป้องเพศตรงข้ามและทรัพย์สินของตนเอง การเรียนการสอนในอดีตเป็นไปด้วยความยากลำบาก มีการทดสอบด้านจิตใจของลูกศิษย์มากมายหลายขั้นตอน เพื่อทดสอบความกล้าหาญ เด็ดเดี่ยว และที่สำคัญคือคุณธรรมในตัวลูกศิษย์ เพื่อป้องกันไม่ให้นำวิชาที่ได้ไปรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า
การสอนอย่างแรกสุดคือ "การย่างขุม" (การเดินขุม) ซึ่งเป็นทิศทางการเดิน การหลบหลีก และการจู่โจมในการต่อสู้ โดยจะขุดหลุมไว้ให้ฝึกเดินจำนวน 8 หลุมบ้าง 16 หลุมบ้าง มากน้อยแล้วแต่ครูผู้สอนจะถ่ายทอดให้ (การย่างขุมคล้ายกับการฝึกหัดเดินบนตอไม้ของหนังจีนกำลังภายใน) หลังจากนั้น เมื่อเห็นว่าศิษย์มีความชำนาญดีแล้ว ครูผู้สอนจะสอนลีลาการต่อสู้เป็นแม่ท่าต่าง ๆ ต่อไป
นอกจากแม่ท่าพื้นฐานต่าง ๆ แล้ว ครูผู้สอนจะสอนไม้ตาย ซึ่งถือว่าเป็นเคล็ดลับของการต่อสู้ เรียกว่า "แม่ป็อด" ซึ่งจะให้ใครเห็นท่าไม่ได้เด็ดขาด ครูผู้สอนจะมอบแม่ป็อดให้เฉพาะศิษย์ที่รักจริง ๆ หรือมีศิษย์ที่เห็นว่ามีคุณธรรมเพียบพร้อมเท่านั้น ดังนั้น แม่ป็อดหลายท่าจึงสูญหายไปตามกาลเวลา เนื่องจากครูผู้สอนจะเก็บไว้กับตัวไม่ยอมถ่ายทอดให้ใคร เพื่อป้องกันศิษย์คิดล้างครูนั่นเอง
แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไป การถ่ายทอดศิลปะการฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง ไม่ได้ทำกันอย่างลึกซึ้งและเป็นจริงเป็นจังเหมือนอย่างในอดีต การฝึกหัดถ่ายทอดการฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิงในปัจจุบัน มีเพียงไว้เพื่อการแสดงเท่านั้น หาคนที่มีความรู้จริง และใช้ป้องกันตัวได้แทบจะไม่มีแล้วสำหรับคนรุ่นใหม่ หลงเหลือเพียงคนรุ่นเก่าเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความรู้จริงแต่ขาดผู้สืบทอด ดังนั้นเชิงการต่อสู้ด้วยมือเปล่า หรือเชิงดาบของล้านนา จึงเหลือเพียงการฟ้อนดาบ - ฟ้อนเชิงที่มีลักษณะ เพียงการแสดงดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น
บทบาทในด้านการแสดง การฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิงในอดีต เป็นการอวดเชิงการต่อสู้ในยามศึกสงคราม สัณนิษฐานว่า ก่อนที่จะมีการรบกัน บรรดาแม่ทัพนายกองต่าง ๆ จะมีการฟ้อนเพื่ออวดลายการต่อสู้ หรือการยั่วโทษะคู่ต่อสู้ และเป็นการสร้างความฮึกเหิมก่อนที่จะเข้าโรมรันกัน เรียกว่า "การเชิงหน้าทัพ" นอกจากนี้ยังมีการฟ้อนในงานบุญต่าง ๆ ก่อนจะแห่ครับทานเข้าวัด เพื่อเป็นการสร้างความครึกครื้นให้กับงาน จะเห็นได้ว่า การฟ้อนก็เป็นส่วนหนึ่งของการรับใช้ศาสนาของชาวบ้านอีกด้วย
เมื่อกล่าวถึงการฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิงแล้ว ก็อดที่จะกล่าวถึง "การตบมะผาบ" เสียไม่ได้
ตบมะผาบ คือการใช้มือทั้งสองข้าง ตบไปที่ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยท่าทางที่สง่างาม นัยวาเป็นการปลุกเสกให้ร่างกายมีความคงกระพันชาตรีตามความเชื่อของคนสมัยก่อน โดยในระหว่างการตบมะผาบ ก็จะมีการร่ายคาถาที่ได้ร่ำเรียนมาไปด้วย อีกทั้งยังเป็นการอบอุ่นร่างกายทางหนึ่ง
เครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการฟ้อนดาบ คือ "กลองอุเจ่" ซึ่งมีลีลาการตีเลียนเสียงคนพูดและธรรมชาติรอบตัว สร้างความคึกคักให้กับช่างฟ้อนและคนดูเป็นอย่างดี
ปัจจุบันการฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง นอกจะจะแสดงในงานบุญหรือเทศกาลต่าง ๆ ของวัดแล้ว ยังเป็นการแสดงให้นักท่องเที่ยวและผู้ที่สนใจในโรงแรมต่าง ๆ หรืองานที่จัดไว้ให้ได้ชมสำหรับส่งเสริมการท่องเที่ยว ทำให้โฉมหน้าของการแสดงฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง กลายเป็นส่วนหนึ่งธุรกิจ เหมือนกับการแสดงอย่างอื่นที่เป็นเอกลักษณ์ของล้านนา อย่างช่วยไม่ได้
ผลที่ตามมาอย่างเห็นได้ชัดคือ การเกิดการประยุกต์ขึ้น เพื่อให้ผู้ชมเกิดความสนุกสนานตื่นเต้นมากขึ้น และไม่ให้เกิดความซ้ำซาก เพื่อเป็นการสนองตอบต่อตลาดของนักท่องเที่ยว ทำให้เราสามารถมองเห็นการประยุกต์การฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง ได้หลากหลาย บางครั้งก็อยู่ในขอบเขตของศิลปะการแสดง แต่บางครั้งก็เกินเลยออกไป โดยการนำเอาศิลปะอย่างอื่นมาประกอบการแสดงด้วย ทำให้การแสดงฟ้อนดาบ - ฟ้อนเจิง ขาดเอกลักษณ์ของตัวเองและบิดเบือนไปจากความจริงไปก็มาก เราลองมาช่วยกันสังเกตและติดตามการเปลี่ยนแปลง ของศิลปะด้านนี้กันต่อไป
กระบวนท่าฟ้อนดาบล้านนา
เริ่มจากไหว้ครู
วางดาบไขว้กัน เอาคมดาบหันเข้าหากัน ห่างกันพองาม (ชาย) ให้เดินตีวงรอบดาบ 1 รอบ แล้วเริ่มตบมะผาบ อย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ สาวไหม แล้วจึงนั่งลงไหว้ (หญิง) นั่งไหว้ 3 ครั้ง จับดาบ ไขว้ดาบจดหน้าผาก แล้วเงยหน้าขึ้น ก้มหน้าลง แล้วชักดาบลงข้างหลังทั้งสองข้าง แล้ว "ซุย" ขึ้นไปเป็นท่า "บวกดาบ" ให้เริ่มจากด้านหน้าตรงก่อน แล้วหันไปทำด้านขวา แล้วบิดกลับไปด้านซ้าย เข้าแม่ท่าตามที่ปรากฎในธรรมสักรณ์ 5 ตามลำดับดังนี้ .- 1. บิดบัวบาน 2. เกี้ยวเกล้า 3. ล้วงใต้เท้ายกแหลก 4. มัดแกลบก้องลงวาง 5. เสือลากหางเล่นรอก 6. ช้างงาต้อกโต๋งเต้ก 7. กำแพงเป้กดินแตก 8. ฟ้าแมบบ่ทันหัน 9. ช้างงาบันเดินอาจ 10. ปลาต้อนหาดเหิรเหียน 11. อินทร์ตือเตียนถ่อนถ้า 12. เกิ๋นก่ายฟ้า 13. ซ้วกก้นพญาอินทร์ 14. แซวซูดน้ำบินเหิร 15. สางลายเดินเกี้ยวกล่อม 16. กิมไฮฮ่อม 17. ถีบโห้ง 18. ควงโค้งไหล่สองแขน 19. วนแวนล้วงหนีบ 20. ชักรีบแทงสวน 21. มนมวนสีไคล 22. แทงสวนใหม่ถือสัน 23. ช้างตกมันหมุนวนลวงรอบ 24. เสือคาบรอกลายแสง 25. สินส้น 26. สินปลาย 27. ลายแทง 28. กอดแยง 29. แทงวัน 30. ฟันโข่ 31. บัวบานโล่ 32. ลายสาง
นบน้อมขอกราบลงวาง และ จบด้วยรายการฟ้อนตอนพญาเข้าเมือง
กิงกะหร่าที่บ้านต่อแพ ขุนยวม
กิงกะหร่า เป็นภาษาไต (ไทยใหญ่) แปลว่า กินรี หรือ กินนร หรือเรียกภาษาพื้นเมืองว่า 'นางนก' เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ จากคำบอกเล่าของพ่อส่างปุ้น ช่างเหล็ก พ่อครูของพวกเราชาวชมรมพื้นบ้านล้านนา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้มีโอกาสไปเรียนรู้ ฝึกฝนกับท่าน ได้เล่าว่า "กิงกะหร่านั้นก็คือตัวกินรี กินนร ซึ่งอาศัยอยู่ในป่าหิมพานต์ ในพุทธชาดก ตอนที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จกลับจาก การเทศนาโปรดพระราชมารดาของพระองค์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหล่าสัตว์หิมพานต์ทั้งหลายก็ได้ออกมาร่ายรำ แสดงความดีใจ ยินดี ที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้เสด็จกลับมา มีทั้ง ตัวโต ซึ่งเป็นสัตว์หิมพานต์ชนิดหนึ่ง มีขนยาว มีเขา และกิงกะหร่า ก็ได้ออกมาร่ายรำอย่างสวยงาม ทีนี้พอมนุษย์เห็นเข้าก็เลยจำท่าทางมาร่ายรำ และได้ประดิษฐ์ ปีกและหางสวมใส่เลียนแบบตัวกินนร กินรี มีจังหวะฟ้อนที่เลียนแบบการร่ายรำของนางนก กินรี กินนร ซึ่งมีธรรมชาติของนกอยู่ด้วย ก็สืบทอดต่อกันมาจนเป็น กิงกะหร่า ทุกวันนี้" ซึ่งก็เป็นคำอธิบายซึ่งเล่าสืบต่อกันมา พ่อส่างปุ้น ช่างเหล็ก พ่อครูของเรา เป็นชาวต่อแพ อำเภอขุนยวม จังหวัดแม่ฮ่องสอน เกิดและเติบโตมาในสภาวะแวดล้อมของศิลปวัฒนธรรมแบบไต ซึ่งรวมถึง กิงกะหร่า ดาบ ลายมือลายเท้า ลายไม้ค้อน (กระบอง) ซึ่งเป็นศิลปป้องกันตัวของชาวล้านนา ด้วยเหตุที่ว่า พ่อครูปุ้น ได้ตระหนักดีว่า ศิลปการป้องกันตัว หรือ การละเล่นพื้นเมืองล้านนานั้น หากไม่มีการอนุรักษ์ไว้ ก็จะต้องสาบสูญไปในวันหนึ่ง
ดังนั้น เมื่อเราชมรมพื้นบ้านล้านนา สโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้มีโอกาสบุกป่าฝ่าดงเข้าไปถึงบ้านต่อแพ เพื่อที่จะเก็บข้อมูล และขอต่อฟ้อนกิงกะหร่า และลายดาบ ก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีเกินคาด นับตั้งแต่ พี่มุ้ง คุณจัทร์นิภา ช่างเหล็ก ลูกสาวของพ่อครูปุ้น ซึ่งก็ได้รับการฝึกฝนศิลปะหลายอย่างของพ่อครูไว้ ผู้ซึ่งเราได้พบเจอเป็นคนแรก ก็ต้อนรับและดูแลเรา 6 คน เกือบจะตลอดเวลาที่เราได้อยู่ที่นั่นเป็นอย่างดี ทำให้รู้สึกอบอุ่น และรักชาวไทยใหญ่ขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
การฟ้อนกิงกะหร่า พ่อครูปุ้นได้อธิบายให้ฟังว่า เลียนแบบมาจากท่าเต้นของนก มีลีลา ท้าวซ้าย ขวา บินโฉบ ไซร้ปีก ร่อน และเกี้ยวพาราสีกัน โดยใช้กลองก้นยาว ฆ้อง และฉาบ เป็นเครื่องดนตรีให้จังหวะ ลักษณะของปีกนกกิงกะหร่า จะทำด้วยผ้าบาง ๆ ติดกับไม้ไผ่เหลายาว ประกอบกันเป็นรูปปีกนก หางนก และยังสามารถบังคับแพนหาง ให้กระพือปีกได้อย่างนกจริง ๆ โดยใช้เชือกเส้นเล็ก ๆ โยงให้เข้ากับมือ แขน ของผู้ฟ้อน และบังคับได้โดยการ ยกแขน กระตุก ปีกและหางนกก็จะเคลื่อนไหวได้คล้ายกับนกบินจริง ๆ ปีกนกกิงกะหร่า ของพ่อครูปุ้นนั้น เป็นปีกที่ทำขึ้นมาตามแบบอย่างดั้งเดิมโดยตรง ไม่มีการนำเอามาดัดแปลง หรือแก้ไขใด ๆ ซึ่งพ่อครูปุ้นก็ได้อธิบายว่า การทำปีกนกแต่ละตัวนั้น ต้องใช้คนช่วยกันทำหลาย ๆ คน และใช้เวลาหลาย ๆ วันจึงจะเสร็จ ซึ่งเป็นงานฝีมือที่ละเอียดอ่อน และงดงาม ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์และฝีมือที่ปราณีต จึงจะสามารถทำปีกนกที่สวยงามได้ นับเป็นโอกาสดีสำหรับชมรมพื้นบ้านล้านนา ที่ได้มีโอกาสไปต่อกิงกะหร่า กับพ่อครูปุ้น ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้และศิลปะมาให้เราอย่างเต็มที่ ไม่อำพราง รวมทั้งได้มีโอกาสได้ชม ลายมือ ลายไม้ค้อน ที่สวยงามของพ่อสล่าลน ช่างเหล็ก ซึ่งเป็นผู้เฒ่าที่มีความสามารถทางด้านลายมือ ลายไม้ค้อน ซึ่งก็รักเราอย่างลูกหลานจริง ๆ อีกทั้งอัธยาศัยไมตรีของคนไตที่นั่น นับตั้งแต่ ลูกสาวพ่อครู พี่มุ้ง พี่แม้ (ลูกสาวอีกคนของพ่อครู) ทั้งชาวไตอื่น ๆ ที่ให้การต้อนรับพวกเรา ด้วยน้ำใสใจจริง ซึ่งหาได้ยากยิ่งในสังคมเมือง ที่เต็มไปด้วยอารยธรรมใหม่ ๆ อย่างสังคมทุกวันนี้ เรายังจำได้ดีว่า 3 วัน 3 คืน ที่อยู่ที่นั่น และกลับออกมาด้วยความรู้ และความชำนาญ อย่างเต็มที่นั้น เราอิ่มด้วยน้ำใจของชาวไตแค่ไหน ไม่ว่าจะเป็นพี่มุ้ง ผู้ซึ่งดูแลเรา คอยหุงหาอาหาร รวมทั้งสอนกิงกะหร่า และดาบให้เราอย่างเต็มที่และเอื้ออาทร พ่อครูปุ้น พ่อสล่าลน พี่แม้ และคนอื่น ๆ อีกมากมาย ยังจำได้ดีว่า ขากลับออกมาจากบ้านต่อแพนั้น พี่มุ้ง พี่สาวที่รักของพวกเรา โบกมืออำลาเราด้วยน้ำตาคลอเบ้า พวกเราบางคนก็เช่นเดียวกัน
กลองสะบัดชัย
ความเป็นมาของกลองสะบัดชัย
การตีกลองสะบัดชัย เป็นศิลปะก ารแสดงพื้นบ้านล้านนาอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะพบเห็นในขบวนแห่หรืองานแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยทั่วไป ลีลาในการตีมีลักษณะโลดโผนเร้าใจ มีการใช้อวัยวะหรือส่วนของร่างกายที่ใช้เป็นอาวุธได้ประกอบในการตีด้วย ทำให้การตีกลองสะบัดชัย เป็นที่ประทับใจของผู้ที่ได้ดูชม จนเป็นที่นิยมกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน นับได้ว่าศิลปะการตีกลองสะบัดชัยเป็นศิลปะที่นำชื่อเสียง ทางด้านวัฒนธรรมสู่ล้านนาไม่น้อย บทบาทของกลองสะบัดชัยตอนนี้ คืออยู่ในฐานะ 'การแสดง' และก่อนที่จะมาเป็นการแสดงนั้น กลองสะบัดชัยได้พัฒนามาแล้วทั้งหน้าที่ รูปร่างลักษณะ จังหวะและการตี
บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัย หน้าที่ของกลองสะบัดชัยนอกจากการแสดงเป็นหลักแล้วยังมีอีกหลายประการดังมีหลักฐานปรากฎในวรรณกรรมต่าง ๆ ดังนี้
เป็นสัญญาณ สัญญาณโจมตีข้าศึก ในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับพระงาม ผูกที่ 2 กล่าวถึงสมัยพระยามังราย ตอนขุนครามรบพระยาเบิก ที่เมือง เขลางค์ ขุนครามแต่งกลให้ขุนเมืองเซริงเป็นปีกขวา ขุนเมืองฝางเป็นปีกซ้าย ยกพลเข้าโจมตี "ข้าขุนครามแต่งกลเส็กฉันนี้ แล้วก็หื้อ สัญญาณริพลเคาะคล้องโย้ง (ฆ้อง)ตีกลองชัยยกสกุลโยธาเข้าชูชนพระญาเบิกยู้ขึ้นมาวันนั้นแล" กลองชัยในที่นี้คือกลองสะบัดชัยนั่นเอง เพราะในบริบทที่ใกล้เคียงกันนี้มีคำว่า 'สะบัดชัย' ตีคู่กับฆ้องอยู่ด้วย กล่าวคือในตำนานพื้นเมืองเชียงใหม่ฉบับเดียวกันผูกที่ 4 สมัย พระยาสามฝั่งแกน ครองเมืองเชียงใหม่ พระยาาลุ่มฟ้าห้อยกพลเข้าตีเชียงแสน ชาวเมืองแต่งกลศึกโดยขุดหลุมพรางฝังหลาว แล้วตีปีกทัพล้อมไล่ทัพห้อให้ถูกกล 'ยามแตรจักใกล้เที่ยงวัน หร้อยกพลเส็กเข้ามา ชาวเราจึ่งเคาะคล้อง (ฆ้อง) ตีสะบัดชัย ยกพลเส็กกวมปีกกากุมติดไว้' และในผูกที่ ...สมัยพระยา ติโลกราช ขณะหมื่นด้งนครรบชาวใต้ (สองแคว) ได้ให้พลโยธาซุ่มอยู่จนข้าศึกตายใจแล้ว 'หมื่นด้งหื้อเคาะคล้องโย้งตีสะบัดชัย เป่าพุลุ ลาภา ปลี่หร้อ ยอพลเส็กเข้า ผูงอยู่คุ่มไม้ก็สว่ายเด็งช้าง ตีจองวองยู้เข้าไพ โห่ร้องมี่นันมากนัก'
สัญญาณบอกข่าวในชุมชน วรรณกรรมไทเขินเรื่อง เจ้าบุญหลง ผูกที่ 5 ตอนชาวเมืองปัญจนครผูกผุสรถเพื่อเสี่ยงเอาพระยาเจ้าเมือง อำมาตย์ได้สั่งให้เสนาไปป่าวประกาศ 'อมาตย์แก้วพรองเมือง หื้อเสนาเนืองเอิ้นป่าวค้อนฟาดหน้ากลองไชย เสียงดังไปผับจอดรู้รองเสี้ยงปัญจรนคร' และผูกที่ 7 ตอนเจ้าพรหมปัน จัดเตรียมทัพไปเยี่ยมอนุชาและมารดา ได้สั่งให้เสนาไปร้องป่าวให้ชาวเมืองเตรียมขบวนร่วมด้วย 'เจ้าก็ร้องเสนามาสู่ แทบใกล้กู่ตนคำ ปลงอาชญาทำโดยรีบ ถีบคนใช้หนังสือ กลองสะบัดไชยตีป่าว กล่าวไพร่ฟ้ามามวล'
เป็นมหรสพ วรรณกรรมเรื่อง อุสสาบารส ผูกที่ 1 ตอนพระยากาลีพรหมทัตราชให้นำมเหสีสุราเทวีไปเที่ยวชมสวนอุทยานและในสวนอุทยานก็มีการเล่นมโหรสพ 'มหาชนา อันว่าคนทังหลายก็เหล้นมโหรสพหลายประการต่าง ๆ ลางพร่องก็ตีกลองสะบัดไชยตื่นเต้น ลางพร่องก็ตีพาทย์ค้องการะสับ ลางพร่องเยียะหลายฉบับฟ้อนตบตีนมือ ลางพร่องปักกะดิกเอามือตางตีน' ในวรรณกรรมประเภทค่าวซอเรื่อง หงส์หิน ที่แต่งโดยเจ้าสุริยวงส์ ตอนมีงานสมโภช เจ้าหงส์หินได้เป็นเจ้าเมืองกล่าวถึงการละเล่นมโหรสพต่าง ๆ ซึ่งก็มีกลองสะบัดชัยด้วย 'เจ็ดแบกเมี้ยน บ่ถูกตัวเขา ดาบลาเอา ท่ารบออกเหล้น กลองสะบัดไชย ลูกตุบไล่เต้น ขบวนเงต่อยุทธิ์ ชนผัดหลังแล้ววางอาวุธพิฆาตข้า(ฆ่า)ฟันลอง' และแม้ในงานศพของกษัตริย์หรือเจ้าเมืองก็มีกลองสะบัดชัยเป็น มโหรสพเช่นที่ปรากฎในวรรณกรรมค่าวซอเรื่อง ก่ำกาดำ ตอนงานศพของพระยาพาราณสี
เป็นเครื่องประโคมฉลองชัยชนะ วรรณกรรมเรื่องอุสสาบารส ผูกที่ 12 ตอนพระขิตราาชรบศึกได้ก็มีการตีกลองสะบัดชัยเฉลิมฉลอง 'ส่วนว่าริพลโยธาพระชิตราชก็ตีกลองสะบัดไชยเหล้นม่วนโห่ร้องอุกขลุกมี่นันนักเสียงสนั่นก้องใต้ฟ้าเหนือดินมากนักปุนกกระสันใจเมืองพานมากนัก' อีกตอนหนึ่งในผูกเดียวกันว่า 'ส่วนพระขิตราช...มีไชยยุทธิ์ หากได้แล้วก็ตีค้องกลองสะบัดไชย สงวนม่วนเหล้น กวัดแกว่งดาบฟ้อนไปมา'
เป็นเครื่องประโคมเพื่อความสนุกสนาน ในวรรณกรรมประเภทโคลงเรื่องพรหมทัต มีการตีกลองสะบัดชัยดื่มสุราในเหล่าพลโยธายามว่างศึกสงครามดังปรากฏในโคลงบทที่ 103 ว่า
'พลเท้าชมชื่นเหล้น สะบัดไชย อยู่แล มัวม่วนกินสนุกใจ โห่เหล้า ทัพหลวงแห่งพระขิต ขมโชค พระเอย กลองอุ่นเมืองท้าวก้อง ติ่งแตร'
บทบาทและหน้าที่ของกลองสะบัดชัยจากหลักฐานทางวรรณกรรมดังกล่าว แสดงว่าแต่เดิมนั้นเกี่ยวพันกับฝ่ายอาณาจักร กษัตริย์หรือเจ้าเมืองของล้านนา ต่อมาเมื่อถูกลดอำนาจลงจนสูญสิ้นไปในที่สุด กลองสะบัดชัยซึ่งถือได้ว่าเป็นของสูงจึงเปลี่ยนที่อยู่ใหม่ไปอยู่กับ 'ศาสนจักร' ซึ่งมีบทบาทคู่กับ 'อาณาจักร' มาตลอด ศาสนสถานของพุทธศาสนาคือวัด ฉะนั้นวัดจึงน่าจะเป็นสถานที่รองรับกลองสะบัดชัยมาอีกทอดหนึ่ง และเมื่อเข้าไปอยู่ในวัด หน้าที่ใหม่ที่เพิ่มขึ้นคือตีเป็น 'พุทธบุชา' จนได้ชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า 'กลองปูชา' (ออกเสียงก๋องปู๋จา) เวลาตีก็บอกว่า 'ตีกลองปูชา' กระนั้นก็ตามหลายแห่งยังพูดว่า 'ตีกลองสะบัดชัย' อยู่ดี อย่างไรก็ตามแม้จะได้หน้าที่ใหม่แล้ว หน้าที่เดิมที่ยังคงอยู่ก็คือเป็น 'สัญญาณ' เพราะวัดเป็นศูนย์รวมของชุมชน ข่าวสารต่าง ๆ จึงมักออกจากวัด ปัจจุบันจึงได้ยินเสียงกลองจากวัดอยู่บ้าง (เฉพาะวัดที่ยังไม่มีเครื่องเสียงตามสาย) เพื่อเป็นสัญญาณเรียกเฉพาะในงานบุญคือ บุญสลากภัตต์ ที่เรียกว่า 'ทานก๋วยสลาก' (ออกเสียง-ตานก๋วยสลาก) (หมายเหตุ : ทรรศนะที่ว่ากลองสะบัดชัยเปลี่ยนที่อยู่ใหม่จากอาณาจักรสู่ศาสนจักร เป็นเพียงความเข้าใจที่ได้จากการวิเคราะห์จากหลักฐานที่ยกมาเท่านั้น ผู้อ่านอาจไม่เห็นด้วยก็ได้ เพราะวัดมีหอกลองมาช้านานแล้ว) การนำกลองสะบัดชัยเข้าสู่ขบวนแห่ บทบาทและหน้าที่เดิมของกลองสะบัดชัยอยางหนึ่งคือเป็นมหรสพ ซึ่งเป็นมหรสพในงานระดับกษัตริย์หรือเจ้าเมือง (วัง) ต่อมาเป็นมหรสพในงานบุญคือระดับศาสนา (วัด) ก็ยังหาหลักฐานไม่พบว่ามีการนำเอาเข้าขบวนแห่ด้วยหรือไม่ เพราะกลองสะบัดชัยหรือกลองปูชาที่อยู่ตามวัดนั้นมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมากยากแก่การเคลื่อนย้าย ภายหลังน่าจะมีผู้คิดว่าควรนำไปแห่เข้าขบวนด้วย จึงจำลองขนาดให้พอหามสองคนได้ โดยย่อขนาดให้สั้นลงประมาณ 1 ใน 3 ส่วน
รูปร่างลักษณะ รูปร่างลักษณะแต่เดิมนั้นไม่มีหลักฐานปรากฎว่าเป็นอย่างไร หากพิจารณาว่าเป็นกลองที่ต้องเคลื่อนย้ายไปกับกองทัพก็น่าจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่เมื่อดูจากตามหอกลองในวัดต่าง ๆ จะมีขนาดใหญ่และมีน้ำหนักมาก นอกจากนี้ยังมีกลองเล็กประมาณ 2-3 ใบอยู่ข้าง เรียกว่า 'ลูกตุบ' เมื่อย่อขนาดให้สั้นลง โดยหน้ากว้างยังใกล้เคียงกับของเดิมลูกตุบก็ยังคงอยู่ ตัวกลองติดคานหามสำหรับคนสองคนหามได้ ต่อมาไม่นิยมใช้ลูกตุบ จึงตัดออกเหลือแต่กลองใบใหญ่ แล้วประดับข้างกลองด้วยไม้แกะสลัก ซึ่งนิยมเป็นรูปนาคและมีผ้าหุ้มตัวกลองให้ดูสวยงาม
จังหวะ จังหวะในการตีแบบเดิมที่ตีอยู่กับที่ในหอกลองของวัดมีลักษณะต่าง ๆ กันตามโอกาสดังนี้ - ตีเรียกคน เช่นมีงานประชุมหรืองานของส่วนรวมที่ต้องช่วยกันทำ ลักษณะนี้จะตีเฉพาะกลองใหญ่ โดยเริ่มจังหวะช้าและเร่งเร็วขึ้น - ตีบอกเหตุฉุกเฉิน เช่น ไฟไหม้ ไล่ขโมย จะตีเฉพาะกลองใหญ่และมีจังหวะเร่งเร็วติด ๆ กัน - ตีบอกวันพระ วันโกน ลักษณะนี้จะตีทั้งกลองใหญ่และลูกตุบ มีฉาบและฆ้องประกอบจังหวะด้วย จังหวะหรือทำนองในการตีที่เรียกว่า 'ระบำ' มี 3 ทำนองคือ
ปูชา (ออกเสียง-ปู๋จา) มีจังหวะช้า ใช้ฆ้องโหม่งและฆ้องหุ่ยประกอบ สะบัดชัย มีจังหวะปานกลาง ใช้ฆ้องโหม่ง ฆ้องหุ่ย และฆ้องเล็กประกอบ ล่องน่าน มีจังหวะเร็ว ใช้ฆ้องเล็กประกอบ - ตีในงานบุญ เช่น งานสลากภัตต์ ลักษณะนี้จะตีทั้งกลองใหญ่และลูกตุบ จังหวะเร่งเร็วเสมอต้นเสมอปลาย โดยมีคนใช้แส้ไม้ไผ่ที่เรียกว่า 'ไม้แสะ' ฟาดหน้ากลองให้จังหวะ แต่ไม่มีฉาบและฆ้องประกอบ ลักษณะการตีดังกล่าวทั้งหมดเป็นการตีอยู่กับที่ ภายหลังเมื่อเข้าขบวนแห่ก็ได้ใช้จังหวะหรือทำนอง 'ล่องน่าน' โดยมีไม้แสะตีประกอบด้วย ต่อมานิยมใช้จังหวะหรือทำนอง 'สะบัดชัย' ไม่ใช้ไม้แสะ ลีลาการตี ลีลาการตีแต่เดิมมีลีลาออกชั้นเชิงชาย เพราะการตีกลองเป็นเรื่องของผู้ชายเท่านั้น การออกลวดลายหน้ากลองของผู้ตีก็เพื่อแสดงให้เห็นความสามารถในชั้นเชิงการต่อสู้ของตน ในขณะที่มีจังหวะการตีควบคุมอยู่ การออกอาวุธขณะตีอยู่กับที่ในหอกลอง นอกจากไม้ตีที่เรียกว่า 'ค้อน' แล้ว ยังใช้อวัยวะส่วนบนที่เป็นอาวุธได้ เช่น หัว ศอก กำปั้น ประกอบด้วย แต่อวัยวะดังกล่าวจะไม่ให้สัมผัสหน้ากลองเลย เพียงทำท่าทางเท่านั้น เพราะถือกันว่า กลองเป็นของสูงและศักดิ์สิทธิ์ เมื่อกลองสะบัดชัยเริ่มเข้าขบวนแห่ อวัยวะเบื้องล่างที่เป็นอาวุธได้เช่น เท้า เข่า ก็เริ่มมีบทบาทแต่ยังอยู่ในลักษณะเดิม คือเพียงทำท่า ไม่ได้สัมผัสหน้ากลองนอกจากไม่ตี เมื่อประมาณ 50 ปีที่ผ่านมา มีคนเห็นว่าการทำท่าเงื้อง่าจะใช้ศอก เท้า เข่า หมัด ไม่สัมผัสหน้ากลองมีค่าเท่ากับให้สัมผัสเหมือนกัน จึงใช้อวัยวะดังกล่าวสัมผัสเต็มที่ ลีลาโลดโผนเข้มข้นยิ่งขึ้น จนหลายคนที่ไม่เห็นด้วยเรียกการตีลักษณะนี้ว่า 'กลองรุงรัง' กลองลูกตุก็ตัดออก ด้วยเห็นว่าไม่จำเป็นและเกะกะไม่สะดวกต่อการตีแบบโลดโผน อย่างไรก็ตาม 20 ปีให้หลังนี้ การตีกลองสะบัดชัยแบบหลังนี้ก็ได้รับความนิยมขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อมีฝ่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูของหลาย ๆ หน่วยงานให้การสนับสนุน เพราะเห็นว่าเป็นศิลปะการแสดงที่ตื่นเต้น เร้าใจและออกลีลาได้ชัดเจน ศิลปะในการตีเริ่มมีมาตรฐานเมื่อวิทยาลัยนาฏศิลป์เชียงใหม่บรรจุวิชาการตีกลองสะบัดชัยเข้าในหลักสูตร โดยมี ครูคำ กาไวย์ เป็นผู้ฝึกสอน โดยเริ่มจากการทำความเคารพผู้ชม ขอขมากลอง ไหว้ครู ฟ้องเชิง จับไม่ตีขึ้นฟ้อนในลีลาการฟ้อนดาบ ตีจังหวะช้าและเร็วขึ้นในที่สุดจนจบแล้วทำความเคารพผู้ชมอีกครั้ง ปัจจุบันการแสดงการตีกลองสะบัดชัยเป็นที่นิยมแพร่หลาย มีการประกวดหรือแข่งขันกันทุกปี การประดิษฐ์ท่าทางใหม่ ๆ เพื่อเอาชนะในการแข่งขันเป็นไปอย่างไร้ขอบเขต มีการแปรขบวน ต่อตัว พ่นไฟ ใช้กลองตะหลดปด ซึ่งเป็นกลองประกอบจังหวะเฉพาะของวงกลองตึ่งนงมาประกอบด้วย ทำให้น่าเป็นห่วงว่าจะมีการพัฒนาเลยเถิด จนขาดเอกลักษณ์ไปในที่สุด
เพลงเพราะๆ จากฮักแม่สาย.คอม
ททท ภาคเหนือเขต 2 | เทศบาลนครเชียงราย | จังหวัดเชียงราย | อี-เชียงราย | สวท.เชียงราย | พระตำหนักดอยตุง | เชียงรายทูเดย์ | ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน | ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย | เซ็น อุทยานสวนชา | ท่องเที่ยวชนเผ่า | มูลนิธิกระจกเงา | วัดร่องขุ่น | วนา ฟาร์มนกกระจอกเทศ | อุทยานแห่งชาติ | เชียงรายโฟกัส | เจียงฮายสะปายกล้อง |สถานีขนส่งแห่งที่ 2
สงวนสิทธิ์ทุกข้อความ / รูปภาพ หากต้องการข้อมูลภายในเว็บไซต์กรุณาติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ EMAIL