อุณหภูมิแม่สายขณะนี้
ดนตรีของคนล้านนา
ดนตรีพื้นบ้านที่บรรเลงเดี่ยว
เครื่องดนตรีที่นิยมเล่นเดี่ยว มักเป็นเครื่องดนตรีที่มีขนาดพอถือติดตัวได้ และมีเสียงไม่ดังจนเกินไป ประเพณีการแอ่วสาวสมัยก่อน หนุ่ม ๆ มักมีเครื่องดนตรีติดตัวไปด้วย เช่น เปี๊ยะ ซึง สะล้อ เป็นต้น
การเล่นส่วนใหญ่จะเล่นไปตามทางเดินเพื่อให้เสียงดนตรีทำหน้าที่เป็นเพื่อนเดินทาง หรืออาจเล่นในหมู่พรรคพวกที่ชุมนุมกันเป็นแห่ง ๆ เช่นสะพาน ทางแยก หากมีคนอื่นนำเครื่องดนตรีไปก็สามารถบรรเลงร่วมกันได้ ทั้งนี้ไม่นิยมนำเครื่องดนตรีไปนั่งเล่นบนบ้านสาว ถ้าต้องการจะใช้เสียงดนตรีเป็นสื่อบอกการไปแอ่วหรือหยอกล้อก็มักจะเล่นนอกเขตบริเวณบ้านสาว ในระยะห่างพอที่จะได้ยินเสียง ปัจจุบันการนำเครื่องดนตรีไปเล่นลักษณะนี้ยังมีอยู่ประปรายตามท้องถิ่นที่ห่างไกลจากตัวเมือง อีกประการหนึ่ง การเดี่ยวเครื่องดนตรี บางครั้งอาจไม่มีวัตถุประสงค์ให้ผู้อื่นฟังแต่อย่างใด หากแต่ต้องการเสพสุนทรียะทางดนตรี ที่เกิดจากความสามารถของตนเท่านั้น
วงสะล้อ - ซึง
วงสะล้อ - ซึง นับเป็นวงเครื่องสายที่มีซึงซึ่งเป็นเครื่องดีด และสะล้อเป็นเครื่องสี เป็นหลักของวง มีเครื่องเป่าคือขลุ่ยประกอบ แล้วมีเครื่องตีประกอบจังหวะคือ กลอง ฉิ่ง ฉาบ หรือบางวงอาจมีฆ้องและกรับประกอบด้วย
เดิมทีเดียววงสะล้อ - ซึง ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เพียงแต่ใครมีเครื่องดนตรีประเภทไหน เมื่อนำติดตัวไปพบกัน เช่น การไปแอ่วสาว หรืออาจเอาเครื่องดนตรีไปเล่น "เฮือนเย็น" เพื่อเป็นเพื่อนคนที่ญาติเพิ่งตายจากไป รวมไปถึงการไปเล่นช่วงงานบุญที่วัด งานขึ้นบ้านใหม่ งานบวช เป็นต้น การพบกันของนักดนตรีในโอกาสดังกล่าว มักจะตั้งเสียงให้ระดับเสียงเข้ากัน แล้วบรรเลงร่วมกันที่ชาวบ้านเรียกว่า "กุมกัน" (กุม = ประกอบเข้าด้วยกัน) เมื่อกุมกันบ่อยเข้า ก็จะเป็นที่รู้กันในหมู่บ้านว่าใครเป็นนักดนตรี หรือกลุ่มใดนักดนตรีที่กุมกันได้ดี คราวมีงานก็จะขอกันไปเล่น ลักษณะการบรรเลงนั้นเรียบง่าย เพลงที่บรรเลงเป็นเพลงพื้นบ้านที่จดจำกันมา เครื่องประกอบจังหวะอาจมีหรือไม่มีก็ได้ ไม่ได้เคร่งครัด ต่อมาภายหลัง อิทธิพลของดนตรีไทยภาคกลางมามีบทบาท ลักษณะการบรรเลงจึงเริ่มมีหลักเกณฑ์ โดยมีมาตรฐานของดนตรีไทยเป็นหลักโดยปริยาย
ช่วงระยะเวลาที่ถือได้ว่าเป็นจุดเริ่มแห่งการเข้าสู่มาตรฐานดนตรีไทยภาคกลางนั้น ผู้รู้หลายท่านให้ทรรศนะตรงกันว่า อยู่ในช่วงสมัยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี เพราะท่านเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในวงการนาฏศิลป์และดุริยศิลป์ของล้านนาอย่างยิ่ง วงสะล้อ - ซึง จึงมีบทบาทเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะการบรรเลงประกอบละครร้องและการฟ้อนรำ
เมื่อได้รับการบูรณะเป็นแบบแผนแล้ว แบบแผนที่ถือว่าเป็นมาตรฐานก็ได้รับการยอมรับ และแพร่กระจายจากวังสู่ชาวบ้านอีกครั้ง แต่ก็ยังมีหน้าที่คล้ายดังเดิม คือเป็นมหรสพพื้นบ้านและเกือบจะเสื่อมความนิยมไป เมื่อกระแสทางวัฒนธรรมที่มีพลังเหนือกว่า หลั่งไหลสู่ล้านนาประเทศอย่างรวดเร็วและเชี่ยวกราก ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง วงสะล้อ - ซึงได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งเมื่อรัฐบาลให้การสนับสนุนนโยบายในอันที่จะส่งเสริมและอนุรักษ์วัฒนธรรมของชาติ ให้ดำรงอยู่สืบไป
บทบาทอีกประการหนึ่งซึ่งต้องกล่าวถึง คือการใช้วงสะล้อ - ซึง ประกอบพิธีกรรมและความเชื่อ คือบรรเลงประกอบประเพณีฟ้อนผี ซึ่งแต่เดิมไม่นิยมใช้บรรเลงเพราะเสียงเบามาก ภายหลังเมื่อมีเครื่องขยายเสียง สามารถขยายเสียงเครื่องดนตรีให้ดังกว่าเดิมได้อีกหลายเท่า วงสะล้อ - ซึง จึงมีบทบาทหน้าที่ในพิธีกรรมนี้อีกโสดหนึ่งด้วย
สะล้อ หรือซอล้อ หรือที่ปรากฎในเอกสารโบราณว่า "ทรอ" หรือ"ธร้อ"เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องสีของล้านนา มีลักษณะคล้ายซออู้ของไทยภาคกลาง แต่เวลาสี "สายกง" (หางม้า-สายคันชัก) จะอยู่นอกสายสะล้อ
สะล้อมี 3 ขนาด 1. สะล้อใหญ่ มีสามสายตั้งเสียงคู่สี่และคู่สามร่วมกัน หากเทียบกับเสียงดนตรีสากล คือเสียง โด ซอล โด 2. สะล้อกลาง มีสองสายตั้งเสียงคู่สี่ เทียบกับเสียงดนตรีสากลสายเอกคือเสียงโด สายทุ้มคือเสียงซอล 3. สะล้อเล็ก มีสองสายตั้งเสียงคู่สามเทียบกับเสียงดนตรีสากลสายเอกคือเสียงซอล สายทุ้มคือเสียงโด ที่นิยมบรรเลงกันแพร่หลายคือสะล้อกลางและสะล้อเล็ก ส่วนสะล้อใหญ่ไม่เป็นที่นิยม
ส่วนประกอบของสะล้อ 1 .กะโหล้ง คือส่วนที่เป็นกล่องเสียงของสะล้อ ทำด้วยกะลามะพร้าวเจาะรูด้านหลังให้เป็นทางออกของเสียง ด้านหน้าปิดด้วยแผ่นไม้บาง 2. ค็อบสะล้อ (อ่านก็อบสะล้อ) คือหย่องที่เป็นหมอนไม้หนุนรับสายส่วนล่าง 3. ตาดสะล้อ คือแผ่นไม้บางปิดหน้ากะโหล้ง บนส่วนหน้าของกะโหล้ง 4. สายสะล้อ คือสายที่เกิดเสียงขณะที่ถูกสี ทำด้วยสายลวดโลหะ 5. คันสะล้อ คือส่วนที่เป็นคันทวนของสะล้อ ทำด้วยไม้เนื้อแข็ง 6. รัดอก คือบ่วงรัดสายสะล้อรวมเข้ากับคันสะล้อส่วนบน 7. หลักสะล้อ คือลูกบิดของสะล้อสำหรับขันสายสะล้อให้ตึงหรือหย่อน เพื่อปรับเสียงตามความต้องการ 8. กงสะล้อ คือคันชักทำด้วยไม้เนื้อแข็งหรือไม้ไผ่ 9. สายกง คือหางม้าสำหรับสีกับสายสะล้อให้เกิดเสียง แต่เดิมใช้ส่วนที่เป็นเส้นของหางม้าจริง ปัจจุบันนิยมใช้สายเอ็นเพราะหางม้าหายาก
สูตรการทำสะล้อ การทำสะล้อไม่ปรากฎสูตรตายตัว ส่วนใหญ่ทำขึ้นโดยอาศัยเลียนแบบจากของเก่า และประสบการณ์ทางเสียงและรูปลักษณ์ แต่พอจะอนุมาณขนาดของสะล้อได้จากที่ปรากฎโดยทั่วไปดังนี้
1. สะล้อใหญ่ หน้ากระโหลกกว้างประมาณ 5.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกระโหลกถึงหลักสะล้อยาวประมาณ 15 นิ้ว 2. สะล้อกลาง หน้ากระโหลกกว้างประมาณ 4.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกระโหลกถึงหลักสะล้อยาวประมาณ 13.5 นิ้ว 3. สะล้อเล็ก หน้ากระโหลกกว้างประมาณ 3.5 นิ้ว คันสะล้อวัดจากกระโหลกถึงหลักสะล้อยาวประมาณ 12 นิ้ว
บทบาทและลีลา สะล้อใหญ่ มีลักษณะร่วมทางเสียงระหว่างสะล้อเล็กและสะส้อกลางแต่เสียงทุ้มต่ำ บทบาทคล้ายคนมีอายุมาก ไม่ค่อยมีลีลาและลูกเล่นมากนัก สะล้อกลาง บทบาทคล้ายกับคนวัยกลางคน มีลีลาสอดรับกับสะล้อใหญ่และสะล้อเล็ก สะล้อเล็ก บทบาทคล้ายคนวัยคะนอง มีเสียงแหลมเล็ก ลีลาโลดโผน ล้อและรับกับเสียงสะล้อกลาง ซึง และขลุ่ย
สะล้อที่กล่าวทั้งหมดนิยมบรรเลงร่วมในวงสะล้อ-ซึง หรือที่เรียกกันว่าวง "สะล้อ ซอ ซึง" ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในภาคเหนือตอนบน อย่างไรก็ตามยังมีสะล้ออีกประการหนึ่งที่ยังไม่ได้กล่าวถึงได้แก่ สะล้อที่เป็นที่นิยมในจังหวัดน่านและแพร่ สะล้อดังกล่าวมีลักษณะต่างออกไป คือมีลูก (นม) บังคับเสียง ใช้บรรเลงร่วมกับซึง (เรียกว่า พิณ อ่านว่า-ปิน) ประกอบการขับซอน่านซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ
ซึง
เป็นเครื่องดนตรีประเภทเครื่องดีดของล้านนา มีลักษณะคล้ายพิณหรือกระจับปี่ จะบรรเลงเดี่ยวหรือบรรเลงผสมวงร่วมกับ วงสะล้อ - ซึง หรือ วงปี่ชุม ก็ได้ ตัวซึงทำด้วยไม้เนื้อแข็งมีสาย 2 คู่
ประเภทของซึง ซึง หากแยกประเภทโดยทั่วไป แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือแบ่งตามขนาดและแบ่งตามการตั้งเสียง
แบ่งตามขนาด นิยมแบ่งเป็น 3 ขนาด คือ 1. ซึงใหญ่ ความกว้างของกล่องเสียงประมาณ 12 นิ้ว หนาประมาณ 3 นิ้ว 2. ซึงกลาง ความกว้างของกล่องเสียงประมาณ 10 นิ้ว หนาประมาณ 2.5 นิ้ว 3. ซึงเล็ก ความกว้างของกล่องเสียงประมาณ 18 นิ้ว หนาประมาณ 2 นิ้ว
แบ่งตามการตั้งเสียง แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ 1. ซึงลูกสาม ตั้งเสียง โด - ซอล โดยตั้งสายทุ้มเป็นเสียงโด ตั้งสายเอกเป็นเสียงซอล ซึงลูกสามมักจะเป็นซึงใหญ่และซึงเล็ก 2. ซึงลูกส ี่ ตั้งเสียง ซอล - โด โดยตั้งสายทุ้มเป็นเสียงซอล ตั้งสายเอกเป็นเสียงโด ซึงลูกสามมักจะเป็นซึงกลาง
ส่วนประกอบของซึง 1 .โฮงเสียง คือกล่องเสียงที่ขุดเจาะลึกลง ปิดหน้าด้วยแผ่นไม้บาง 2. ตาดซึง คือแผ่นไม้บาง ปิดหน้าโฮงเสียง เจาะรูกว้างพอประมาณเพื่อเป็นทางออกของเสียง 3. ค็อบซึง (อ่าน-ก็อบซึง) คือหย่องที่เป็นไม้หมอน หนุนรับสายซึงส่วนต้น 4. คันซึง คือส่วนที่เป็นทันทวนของซึง 5. ลูกซึง คือนมที่ติดบนคันทวน เพื่อบังคับเสียงสูงต่ำ ตามทำนองเพลง 6. คอซึง คือส่วนปลายของคันทวนที่ติดกับหัวซึง 7. หลักซึง คือลูกบิดที่ขันสายซึงให้ตึงหรือหย่อนตามความต้องการ
สูตรการทำซึง การทำซึง เมื่อได้ไม้ที่มีความหนาเหมาะสมกับตัวซึงที่ต้องการแล้ว จะวัดขนาดความกว้างของกล่องเสียง ให้มีความสัมพันธ์กับความยาวของคันซึง (วัดจากคอซึง) ตามสูตร เพื่อให้ได้เสียงที่ต้องการ
สูตรดังกล่าวมีอยู่ 3 สูตร คือ 1. สูตรโล่งเกิ่ง คือวัดเอาเส้นผ่านศูนย์กลางของกล่องเสียงเพิ่มอีก 1.5 ส่วน ไปเป็นความยาวของคันซึง (วัดจากขอบของกล่องเสียงถึงคอซึง) สูตรนี้เสียงซึงจะดังกังวาน เมื่อเล่นในวงเสียงจะชัดเจน สูตรนี้นิยมทำซึงกลาง
2. สูตรสองโล่ง คือวัดเอาเส้นผ่านศูนย์กลางของกล่องเสียงเพิ่มอีก 2 ส่วน ไปเป็นความยาวของคันซึง สูตรนี้เสียงซึงจะไพเราะมาก แต่ความดังจะอ่อนกว่าโล่งเกิ่ง สูตรสองโล่งจึงเหมาะสำหรับซึงที่ใช้บรรเลงเดี่ยวเท่านั้น
3. สูตรโล่งเกิ่งปลายฝ่ามือ คือวัดเอาเส้นผ่านศูนย์กลางของกล่องเสียงเพิ่มอีก 1.5 ส่วน แล้ววัดต่อจากนั้นอีกยาวประมาณ 2 ฝ่ามือ ไปเป็นความยาวของคันซึง สูตรนี้เสียงซึงจะดังพอดี และมีเสียงใสไพเราะพร้อมกันไปด้วย จึงเหมาะทั้งสำหรับบรรเลงผสมวงและบรรเลงเดี่ยว อย่างไรก็ตาม เสียงของซึงจะดังไพเราะหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น เนื้อไม้ ขนาด การตั้งเสียง ความได้สัดส่วนของตัวซึง (ซึ่งบางครั้งไม่ได้ตายตัวตามสูตร) เป็นต้น
บทบาทและลีลา การบรรเลงผสมวงนั้น ซึงแต่ละตัวย่อมมีบทบาทและมีลีลาในการบรรเลงที่ต่างกันไปไม่ซ้ำกันดังนี้
วงสะล้อ - ซึง ซึงใหญ ่ มีบทบาทคล้ายผู้สูงอายุ เสียงทุ้มต่ำ ลีลาในการบรรเลงจึงมักสอดรับกับซึงตัวอื่น ๆ เป็นเสียงส่วนใหญ่ หน้าที่ของซึงใหญ่คล้ายกับกีตาร์เบสของดนตรีสากล ซึงกลาง บทบาทคล้ายคนวัยกลางคน วางเสียงหนักไปทางคุมจังหวะ พร้อมกับสอดลูกเล่นล้อแระรับกับซึงใหญ่และซึงเล็กสลับกันไป ซึงเล็ก บทบาทคล้ายคนวัยคะนอง เสียงแหลมเล็ก ลูกเล่นแพรวพราว ลีลาล้อและรับกับซึงใหญ่ ซึงกลาง สะล้อ และขลุ่ย
วงปี่ชุม ในวงปี่ชุม ซึงที่ใช้ร่วมบรรเลง นิยมใช้ซึงกลางตั้งเสียงลูกสี่หรือคู่สี่ บทบาทและลีลาเน้นการคุมจังหวะ
วงซอน่าน ยังมีวงซอของเมืองน่านอีกวงหนึ่ง ที่ใช้ซึงร่วมบรรเลง แต่เรียกว่า "พิณ" (ออกเสียง-ปิน) ไม่เรียก "ซึง" เหมือนที่อื่น ซึงที่ใช้บรรเลงเป็นซึงกลางตั้งเสียงลูกสี่หรือคู่สี่ บรรเลงคู่กับสะล้อ (มีนมบังคับเสียง) ประกอบการขับซอน่าน ซึ่งเป็นที่นิยมกันในจังหวัดน่านและแพร่
วงปี่ชุม
วงปี่ชุม คือชื่อของปี่ที่เป่ารวมกันเป็นชุด ที่เรียกชื่ออย่างนี้ เพราะคำว่า "ชุม" หมายถึงมาชุมนุมกันเป็นชุด คือประกอบไปด้วยปี่ ตั้งแต่ 3 เลาขึ้นไป ซึ่งถ้าแบ่งตามขนาดก็ได้แก่ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่ตัด โดยที่ปี่แม่มีขนาดใหญ่และยาวที่สุด ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่ตัด มีขนาดเล็กและสั้นลงมาตามลำดับ
การประสมวงของปี่ชุมมีอยู่ 3 ลักษณะคือ 1. ปี่ชุมสาม ใช้ปี่ 3 เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง และปี่ก้อย 2. ปี่ชุมสี่ ใช้ปี่ 4 เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และปี่ตัด 3. ปี่ชุมห้า ใช้ปี่ 5 เลา คือ ปี่แม่ ปี่กลาง( 2 เลา ) ปี่ก้อย และปี่ตัด เดิมนั้นนิยมประสมวง "ปี่ชุมห้า" เมื่อเห็นว่าปี่กลางไม่จำเป็นต้องมี 2 เลา จึงเหลือปี่ 4 เลา เรียก "ปี่ชุมสี่" ต่อมาตัดปี่แม่ออกด้วยเห็นว่าเกินความจำเป็น เหลือเพียงปี่ 3 เลา คือ "ปี่ชุมสาม" ขณะเดียวกันก็ได้เพิ่มซึงซึ่งเป็นเครื่องดีดเข้าประสมอีกเครื่องหนึ่ง นัยว่าเสียงของซึงทำให้จังหวะกระชับขึ้น ซึงดังกล่าวนิยมใช้ "ซึงกลาง"
หน้าที่หลักของวงปี่ชุมคือ บรรเลงประกอบการขับซอของชาวล้านนา โดยเฉพาะการ "ซอเข้าปี่" ที่เป็นที่นิยมกันในแถบจังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง เชียงราย และพะเยา
ซอ
"จั้งซอ" คือผู้ที่สามารถ ขับขานซอได้ มีปฏิภาณ ไหวพริบ เป็นเลิศ "คู้ถ้อง" คือจั้งซอ ชายและหญิง ที่ซอเป็นคู่ ร้องโต้ตอบกัน "จั้งปี่-จั้งซึง" คือผู้ที่ทำหน้าที่บรรเลงดนตรีประกอบการขับซอ "ผาม" เวทีหรือปะรำเล็ก ๆ นั้นเอง ขนาด 4 x 4 เมตร สูง 1.5-2 เมตร
ซอ คือลำนำที่ขับร้องด้วยทำนองไพเราะ โดยมีซอเป็นเครื่องดนตรีที่ให้ทำนอง ซอจะต้องขับร้องด้วยถ้อยคำที่สัมผัสคล้องจองกัน ตามท่วงทำนองของเพลงซอ นั้น ๆ ซอ แต่ละทำนองนั้นจะส่งคำสัมผัสและคำรับสัมผัสที่ไม่เหมือนกัน คำซอ หรือบทขับร้องซอนั้น จะไม่ส่งสัมผัสเหมือนบทค่าวหรือบทกวีเลย แต่จะสัมผัสโยงถ้อยคำ ในทำนองแต่ละเพลงนั้นโดยเฉพาะเท่านั้น
ทำนองซอมีอยู่ด้วยกันหลายทำนอง แต่ก็ไม่มีประวัติที่ทราบแน่ชัด ที่เกี่ยวกับผู้แต่งทำนองซอนั้น ๆ นอกจากจะให้ชื่อทำนองซอนั้นตามสถานที่ อันเป็นที่มาของทำนองซอนั้น ๆ เอาไว้ เช่นทำนองตั้งเชียงใหม่ ทำนองเชียงแสน ทำนองล่องน่านลำปาง ล่องน่านปั่นฝ้าย ซอพม่า ซอเงี้ยว ซออื่อ ซอจะปุ ซอละม้าย และ ซอพระลอเป็นต้น
ผู้ที่ขับร้องซอนั้นเรียกกันว่า จั้งซอ และผู้เป่าปี่ที่ให้ทำนองนั้นเรียกว่า จั้งปี่ ซึ่งปี่ที่ใช้นำมาบรรเลงนั้น นิยมใช้ปี่ 5 เล่ม (เลา) ครั้นต่อมาจั้งปี่มีงานมาก จึงได้แยกย้ายไปเป่าปี่ให้กับจั้งซอคู่อื่น ๆ ปี่ก็ลดลง 1 เล่ม เหลือเป็นปี่จุม 4 ประกอบด้วย ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่เล็ก
จุม ก็หมายถึงชุด หรือหมู่นั้นเอง และในสมัยปัจจุบันนี้ จั้งปี่รุ่นเก่าค่อยหมดไปจากล้านนา เยาวชนรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยจะสนใจ วงปี่ซอจึงเหลือเพียง จุม 3 เท่านั้น และได้มีซึงเข้ามาบรรเลงร่วม ประมาณ 10 กว่าปีมานี้เอง เป็นที่น่าสังเกตว่า ซอที่ใช้ปี่นั้น จะมีเพียงเฉพาะในจังหวัด เชียงราย เชียงใหม่ เท่านั้น ซอทาง แพร่ น่าน จะใช้ซึงกับสล้อ เรียกว่าซอล่องน่าน
จั้ง ถ้าจะแปลเป็นความหมายภาษาไทยนั้นคือ นัก นั้นเอง เช่น นักร้อง นักดนตรี แต่ภาษาเหนือจะเรียกว่า จั้งซอ จั้งปี่ จั้งแต้ม จั้งซึง ก็คือผู้ที่มีความสามารถในทางนั้น ๆ
ความเป็นมาของจั้งซอและซอถ้อง สำหรับผู้จะเป็นจั้งซอนั้นมิใช้ว่าจะเป็นกันง่ายดายเหมือนการเป็นนักร้องเพลงสตริงของวัยรุ่นในปัจจุบันที่ขายเพียงหน้าตา จะต้องฝึกฝน ท่องจำ และมีสมองจำแม่นและประการสำคัญต้องเป็นคนที่มีไหวพริบและปฏิภาณที่ยอดเยี่ยม หากว่าไม่มีคุณสมบัติดังกล่าวแล้ว โอกาศที่จะเป็นจั้งซอที่มีชื่อเสียง และเป็นที่นิยมของประชาชนนั้นแทบจะไม่มีเสียเลย
ก่อนที่จะซอเป็นนั้น จั้งซอ จะต้องไปร่ำเรียนวิชาซอที่เรียกกันว่า ไปตั้งขันเฮียนซอ จากจั้งซอที่มีชื่อเสียง หรือจั้งซอที่ตนเองนิยมชมชอบนั้นเอง โดยมากในสมัยก่อนจำต้องไปอาศัยอยู่กับครูซอเสียเลย ไปปรนนิบัติวัฏฐาก ตั้งแต่ ตักน้ำ ซักผ้า ถูเรือน หุงข้าว ทำอาหาร ตามประเพณีอันเป็นธรรมเนียมระหว่างลูกศิษย์กับอาจารย์ เมื่ออาจารย์ถ่ายทอดวิชาให้ ก็จะต้องหมั่นฝึกฝนท่องจำ และเมื่อพอมีความสามารถในเชิงซอบ้างพอสมควร ก็จะต้องติดตามครูไปทุกหนทุกแห่งที่ครูไปลงผามซอ ซึ่งจะต้องคอยไปดูลีลาท่าทางของครู เพื่อที่จะได้นำมาใช้กับตนเองเมื่อยามที่เจนจบวิชาซอ และออกผามในโอกาศต่อไป อีกทั้งการที่ได้ออกไปสัมผัสผามซอนั้น ช่วยให้เกิดความเคยชินจะได้ไม่เกิดความประหม่าเมื่ออกผามใหม่ ๆ
ธรรมเนียมของคนล้านนาเรานั้น เมื่อลูกหลานเรียนจบชั้นประถม อันเป็นชั้นสูงสุดแล้วมักจะไม่ส่งลูกหลานไปเรียนต่ออีก ทั้งนี้ก็เป็นเพราะฐานะทางบ้านนั้นเอง เมื่อเรียนจบแล้ว หากว่าเป็นลูกผู้หญิง เมื่อไม่ช่วยพ่อแม่ทำงานบ้านหรือดูแลน้อง ๆ แล้ว พ่อแม่ก็อาจจะนำไปฝากฝังกับครูซอที่ชอบพอกัน เพื่อให้ลูกหลานของตนเองนั้นร่ำเรียนวิชาซอ การไปเรียนซอนั้น ใช้ว่าจะร่ำเรียนสำเร็จกันทุกคนไปหมด ในจำนวนยี่สิบคนนั้นอาจจะมีเพียงหนึ่งหรือสองคนเท่านั้นที่จะประสบความสำเร็จได้
ส่วนลูกผู้ชายนั้นหากว่าเรียนจบชั้นประถมแล้วเมื่อไม่ช่วยพ่อแม่ทำไร่ไถนาแล้วพ่อแม่ก็จะนำไปฝากกับพระภิกษุที่ตนเคารพนับถือ ให้ลูกเข้าไปอยู่ในวัดให้พระอบรมสั่งสอน ซึ่งเรียกว่าเป็นขะโยมวัด พร้อมกันนั้นก็ต้องร่ำเรียนตัวอักษรพื้นเมือง หรืออักษรไท-ยวน เมื่ออยู่วัดพอสมควรสามารถอ่านเขียนภาษาพื้นเมืองได้แล้ว ก็ต้องเรียนพระสูตร เรียนหลักธรรม ซึ่งประมาณ 2 3 ปี ถึงจะเรียนรู้ได้หมด เมื่อครูบาเจ้าวัดเห็นว่าสมควรที่จะให้บวชเป็นสามเณรต่อไปก็เรียกพ่อแม่ไปปรึกษาหาหรือ และให้บวชต่อไปตามประเพณีคนเมืองเรานั้นเชื่อว่าลูกผู้ชายเมื่อบวชเป็นสามเณรแล้วอานิสงฆ์ของการบรรพชานั้นก็สามารถทดแทนพระคุณพ่อแม่ จึงนิยมให้ลูกผู้ชายบวชกันมากในสมัยนั้น
คู่ถ้อง คำว่าถ้องนั้นหมายถึง การตอบโต้ ถามไถ่ หรือสนทนาแลกเปลี่ยนคำพูดกันระหว่างชายหญิง
***ขอบพระคุณ ข้อมูลจาก หนังสือ "ค่าวฮ่ำกำบ่าเก่า" ของ "คุณอำนวย กลำพัด" ที่อนุญาติให้เผยแพร่
เครื่องดนตรีประกอบซอ ในการซอนั้น จะใช้เครื่องดนตรี ที่ต่างกันออก ไปในแต่ละจังหวัด เช่น ลำปาง แพร่ น่าน พะเยา จะเป็นซอล่องน่าน ใช้ซึง และ สล้อ เป็นเครื่องดนตรีหลัก
ปี่จุม ปี่จุม ทำด้วยลำไม้รวก มีขนาดยาวสั้นและเล็กใหญ่ขนาดต่าง ๆ กัน ตามแต่ระดับเสียงที่ต้องการ สำรับหนึ่ง ๆ มี 3 เล่ม, 4 เล่ม,หรือ5 เล่ม ภาษาถิ่นจะเรียก จุม 3, จุม 4, จุม 5 ซึ่ง จุม แปลว่า กลุ่มหรือชุด นั้นเอง มีขนาดโดยประมาณดังนี้ ปี่แม่ ยาว 40 นิ้ว (ปี่เก๊า) ปี่กลาง ยาว 30 นิ้ว (ปี่ก๋าง) ปี่ก้อย ยาว 20 นิ้ว (ปี่ก้อย) ปี่ตัด ยาว 15 นิ้ว (ปี่เล็ก)
ไม้ที่ใช้มาทำจะเป็นไม่ไผ่รวกชนิดหนึ่ง มีสีออกแดง ปี่ 1 จุมจะใช้ไม้ไผ่รวกลำเดียวกันทำโดยตัดไม้ตามขนาดที่ต้องการ นำมาตากแดดจนแห้งดีแล้ว นำไปทะลวงข้อโดยใช้เหล็กแหลมเผาไฟ ทางปลายที่เรียวเล็กจะใช้เป็นหัวเล่ม ซึ่งจะปาดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า เอาไว้ใส่ลิ้นปี่ แล้จะเจาะรูไล่ลงมา 7 รู ซึ่งระยะห่างของรูแต่ละช่วงจะไม่เท่ากันเหมือนขลุ่ย รูที่เจาะนั้นก็จะไม่เจาะเหมือนขลุ่ยกล่าวคือจะเจาะทะลุย้อนขึ้นไปทางหัวปี่ที่ใส่ลิ้น ไม่เจาะทะลุตรง ๆ เวลาเป่าจะใช้ปากอมลิ้นเข้าไปแล้วใช้แก้มทำกล่องลมเพื่ออัดลมเข้าลิ้นให้เกิดเสียง อย่าง มุราลี ของพระกฤษณะ
ลิ้นปี่ถือว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของปี่จุม จะใช้ทองแดง หรือสำริด ตีให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วทำการเซาะให้เป็นแนวร่องทะลุ ให้เป็นรูปตัว V ซึ่งเสียงของปี่จะดีหรือไม่จะเป่าง่ายเป่ายากขึ้นอยู่กับลิ้นปี่นั้นเองเพราะฉะนั้นจึงมีเพียงจั้งปี่รุ่นเก่าๆเท่านั้นที่ทำปี่ได้เสียงดีและหาผู้สืบต่อได้ยากเพราะต้องใช้เวลาและสมาธิสูงในการทำ
วงปี่สมัยก่อนนั้น จะประกอบด้วย ปี่จุม 4 เพียงเท่านั้น ต่อมาได้เปลี่ยนแปลงไปเรื่อย ๆโดยลดปี่ลงเพียง 3 เล่ม คือ ปี่แม่ ปี่กลาง ปี่ก้อย และได้นำซึง เข้ามาแทน เพื่อใช้เป็น เสียงทุ้ม จนถึงปัจจุบันนี้ วงปี่เหลือเพียง ปี่กลาง ปี่ก้อย ปี่เล็ก และ ซึง โดยได้ตัดปี่แม่ออกเนื่องจากปี่แม่มีลีลาเม็ดพรายน้อย ประกอบกับมีความยาวมาก เด็ก ๆ รุ่นใหม่ที่จะหัด นิ้วมือจะสัมผัสรูปี่ไม่ถึง ปี่แม่จึงค่อย ๆ เลือนหายไปจากวงซอ สำหรับ ปี่ก้อย นั้นได้ถือว่าเป็นหัวใจสำคัญของวงซอเพราะถือว่าเป็นผู้นำเปรียบเสมือนระนาดเอกของภาคกลาง จั้งซอและจั้งปี่เล่มอื่น ๆ จะฟังเสียงจากปี่ก้อย เพราะปี่ก้อยจะมีลีลาเม็ดพรายที่มากที่สุด ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจั้งปี่ที่ทำการเป่าด้วย จั้งซอจะเปลี่ยนทำนองซอเป็นทำนองไหนก็ ต้องบอกจั้งปี่ก้อยเพียงผู้เดียว เสียงที่ดังระรัวแต่อ่อนหวาน จึงเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของปี่ซอ
วงซอน่าน
ซอน่าน เป็นการขับซอของชาวล้านนาที่นิยมกันในเขตจังหวัดน่าน แพร่ พะเยา และลำปางบางส่วน ดนตรีที่ใช้ประกอบคือสะล้อและซึง ที่เรียกว่า "พิณ" (ออกเสียง - ปิน)
เนื้อหาของการขับซอ ตลอดจนบทบาทและหน้าที่ของดนตรีประกอบไม่แตกต่างจากการขับซอเข้ากับวงปี่ชุมนัก
วงเต่งถิ้ง
"วงเต่งถิ้ง" เป็นวงดนตรีประเภทปีพาทย์ เครื่องดนตรีทุกชิ้นมีเสียงดังมาก ประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตี เครื่องเป่าเป็นเครื่องเป่าประเภทที่เรียกว่า"แน" มี 2 เลาด้วยกัน คือ แนหน้อย (ขนาดเล็ก) และแนหลวง (ขนาดใหญ่) ส่วนเครื่องตีได้แก่ระนาดเอก ระนาดทุ้ม (เรียก-ป้าดไม้) ระนาดเอกเหล็ก (เรียก-ป้าดเหล็ก) ฆ้องวงใหญ่ (เรียก-ป้าดก๊อง) ฉิ่ง ฉาบขนาดกลาง (เรียก-สว่า) กลองสองหน้า (เรียก-กลองป่งโป้ง) และกลองใหญ่คล้ายตะโพนมอญ (เรียก-กลองเต่งถิ้ง)
ชื่อวง "เต่งถิ้ง" ได้จากเสียงกลองขนาดใหญ่ที่ดัง "เต่ง - ถิ้ง" โอกาสที่บรรเลง มีหลายโอกาสได้แก่ งานบุญของวัด แห่ขบวน งานศพ งานฟ้อนผี นอกจากนี้ยังใช้บรรเลงประกอบการชกมวย การฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ และฟ้อนม่านมุ้ยเชียงตาอีกด้วย
โอกาสและกิจกรรมต่าง ๆ ที่ใช้วงเต่งถิ้งบรรเลงดังกล่าว จะเห็นได้ชัดเจนว่า เป็นกิจกรรมที่ล้วนแต่เกี่ยวเนื่องกับพิธีกรรม ความเชื่อ ความศรัทธาต่อบุญกุศล อำนาจ สิ่งศักดิ์สิทธิ์และความมีมนต์ขลัง กล่าวคือเป็นการใช้เสียงดนตรีเป็นสิ่งสร้างบรรยากาศของกิจกรรมนั้น ๆ ใครก็ตามหากไปงานบุญของวัด เมื่อได้ยินเสียงวงเต่งทิ้งบรรเลง จะเกิดความอิ่มเอิบในกุศลบุญขึ้นทันที มีน้อยคนนักที่จะฟังเพื่อความบันเทิง ในสมัยโบราณเวลาเจ้านายจะไปตรวจราชการหรือประกอบกิจอื่น ๆ ที่เป็นทางการ ก็มักจะใช้วงเต่งถิ้งแห่ขบวน แสดงให้เห็นถึงอำนาจและบุญบารมี ในงานศพเพลงที่บรรเลงจะทำให้เกิดความรู้สึกถึงความลึกลับ ในโลกแห่งวิญญาณ รวมถึงความเศร้าสร้อยอาลัยรัก งานฟ้อนผี เช่นฟ้อนผีเจ้านาย ผีมด ผีเม็ง เสียงดนตรีจากวงเต่งถิ้งจะเป็นสิ่งที่กำหนดขั้นตอน และพิธีกรรมเกือบทั้งหมด นอกจากนี้กิจกรรมอันเนื่องมาจากการต่อสู้ เช่นการชกมวย ฟ้อนเชิง ฟ้อนหอกหรือดาบ ก็ต้องใช้ดนตรีปลุกเร้าความศักดิ์สิทธิ์และความฮึกเหิม และกรณีสุดท้ายแม้แต่การฟ้อนที่ต้องการความยิ่งใหญ่อลังการ ก็ยังต้องใช้วงเต่งถิ้งบรรเลง
วงกลองต่าง ๆ
ตึ่งนง เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องรี เครื่องเป่าได้แก่ "แน" มี 2 เลา คือ แนหน้อยและแนหลวง เครื่องตีได้แก่ ฆ้องขนาดใหญ่ (เรียก-ก๊องอุ้ย) ฆ้องขนาดกลาง (เรียก-ก๊องโหย้ง) ฉาบใหญ่ (เรียก-สว่า) กลองขนาดเล็กหุ้มสองหน้าที่เรียกว่า "กลองตะหลดปด" และกลองแอว ชื่อวงตึ่งนงได้มาจากเสียงกลองแอวที่มีเสียง "ตึ่ง" รับกับเสียงฆ้องที่มีเสียง "นง" ใช้ประโคมในงานบุญของวัด ขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนเล็บ
กลองอืด เป็นวงดนตรีที่ประกอบด้วยเครื่องเป่าและเครื่องตี คล้ายตึ่งนง แต่เพิ่มเครื่องประกอบจังหวะเข้ามาอีกอย่างหนึ่ง คือ "ผ่าง" หรือ "พาน" ซึ่งเป็นฆ้องที่ไม่มีปุ่ม มีเฉพาะในจังหวัดแพร่ ใช้ประโคม ในงานบุญของวัด ขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนเล็บหรือฟ้อนพื้นเมือง
มองเซิง เป็นวงกลองพื้นบ้านของชาวไทยใหญ่เป็นที่นิยมกันในจังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน และลำปาง คำว่า "มอง" หมายถึงฆ้อง และ "เซิง" หมายถึงชุด "มองเซิง" คือ "ฆ้องชุด" ซึ่งมักใช้ฆ้องตั้งแต่ 5-9 ใบ ใช้ฉาบขนาดใหญ่ตีประกอบ ส่วนกลองใช้กลองมองเซิง ซึ่งเป็นกลองสองหน้าไม่ติดถ่วง มีลักษณะคล้ายตะโพนมอญ แต่น้ำหนักเบากว่า วงมองเซิงใช้ประโคมในงานบุญของวัด ขบวนแห่นาคสามเณรที่ล้านนาเรียกว่า "ลูกแก้ว" ไทยใหญ่เรียก "ส่างลอง" ขบวนแห่ครัวทานและประกอบการฟ้อนพื้นเมือง
สะบัดชัย เป็นชื่อของกลองประเภทหนึ่ง แต่เดิมใช้ตีเป็นสัญญาณบอกเหตุ เป็นสัญญาณโจมตีข้าศึกและตีในงานรื่นเริง ต่อมาใช้ตีเป็นพุทธบูชา และประโคมในงานบุญของวัด นอกจากนี้ยังพบว่า "สะบัดชัย" เป็นชื่อทำนอกที่เรียกว่า "ระบำ" ในการตีกลอง "ปูชา" (ออกเสียง-ปู๋จา) อีกด้วย
กลองะบัดชัยที่มีคานหามกันในปัจจุบันพัฒนามาจากการย่อส่วนของกลองปูชา เพื่อให้มีน้ำหนักเบา สะดวกในการหาม การย่อส่วนตอนแรกย่อเหมือนของเดิม กล่าวคือ มีกลองเล็ก อีก 2-3 ใบ ที่เรียกว่า "ลูกตุบ" มีไม้ไผ่ที่มีลักษณะบางตีประกอบจังหวะเรียกว่า "ไม้แสะ" ภายหลังเมื่อมีการใช้ชั้นเชิงและลีลาการต่อสู้ ซึ่งใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธของผู้ตีเข้าไปด้วย จึงตัดลูกตุบและไม้แสะออก
การตีกลองสะบัดชัยในปัจจุบันใช้กลองใหญ่ขนาดพอหามได้ 1 ใบ ฉาบขนาดกลางและฆ้องตั้งแต่ 2-9 ใบ ลีลาในการตีที่มีการใสชั้นเชิงในการต่อสู้และสามารถใช้อวัยวะที่เป็นอาวุธ เช่น ศอก เข่า เท้า หมัด ตีประกอบด้วย โอกาสที่ตีส่วนใหญ่จะตีในขบวนแห่ ปูเจ่ เป็นชื่อของกลองประเภทหนึ่งเรียกต่างกันไป เช่น ปั๊ดเจ่ อุเจ่ อู่เจ่ เป็นต้น เดิมนิยมเล่นกันในหมู่ชาวไทยใหญ่ซึ่งเรียกกลองชนิดนี้ว่า "กลองก้นยาว" เครื่องประกอบจังหวะของกลองปูเจ่มีฉาบขนาดกลาง 1 คู่ ฆ้องประมาณ 3-6 ใบ ใช้ตีในขบวนแห่และตีประกอบการฟ้อนเชิง ที่ชาวไทยใหญ่เรียก "ก้าลาย" การฟ้อนดาบที่ชาวไทยใหญ่เรียก "ก้าแลว"
สิ้งมอง เป็นชื่อของวงกลองประเภทหนึ่งซึ่งมีลีลาในการตีง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน เครื่องตีประกอบด้วยกลองสิ้งมอง ฉาบขนาดกลางและฆ้อง 1-3 ใบ ใช้ตีในขบวนครัวทาน ตีประกอบการฟ้อนเชิง ฟ้อนดาบ และขบวนแห่ทั่วไป
เพลงเพราะๆ จากฮักแม่สาย.คอม
ททท ภาคเหนือเขต 2 | เทศบาลนครเชียงราย | จังหวัดเชียงราย | อี-เชียงราย | สวท.เชียงราย | พระตำหนักดอยตุง | เชียงรายทูเดย์ | ด่านตรวจคนเข้าเมืองเชียงแสน | ด่านตรวจคนเข้าเมืองแม่สาย | เซ็น อุทยานสวนชา | ท่องเที่ยวชนเผ่า | มูลนิธิกระจกเงา | วัดร่องขุ่น | วนา ฟาร์มนกกระจอกเทศ | อุทยานแห่งชาติ | เชียงรายโฟกัส | เจียงฮายสะปายกล้อง |สถานีขนส่งแห่งที่ 2
สงวนสิทธิ์ทุกข้อความ / รูปภาพ หากต้องการข้อมูลภายในเว็บไซต์กรุณาติดต่อผู้ดูแลเว็บไซต์ EMAIL